รอ ‘ยกเครื่อง!’

(กองทุนประกันสังคม ดัชนีชี้วัด ‘ภารกิจร้อน!’ ของรัฐบาลใหม่? ‘ยกเครื่อง’ ให้พ้น…แร้งราชการ! ดึง ‘มืออาชีพ’ สกัดรูรั่วหมื่นล้าน)

ไม่ว่าใครจะเป็น “รัฐบาลใหม่” แต่ภารกิจ “ยกเครื่อง” กองทุนประกันสังคม ที่สั่งสมเงินออมเกือบ 3 ล้านล้านบาท ของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน และนายจ้างกว่า 5 แสนราย ถือเป็นโจทย์เร่งด่วน! ที่ควรต้องทำในทันที! ก่อนที่สิ่งนี้…จะกัดกร่อนเครดิตความน่าเชื่อถือของ “รัฐบาลใหม่” เอง
เม็ดเงินของกองทุนฯมากขนาดนี้ เทียบกับรายได้ที่มีต่อเดือน ที่ ฝั่งข้าราชการประจำ ในซีก…สำนักงานประกันสังคม รู้สึกภาคภูมิใจหนักหนา…กับรายได้ต่อปี 7-8 หมื่นล้านบาท
มองเผินๆ เหมือนจะมาก แต่หากเทียบกับเม็ดเงินข้างต้น ถือว่าผลตอบแทนเมื่อเทียบกับ…“กองทุนบำนาญสากล” ที่ตั้งเป้า 4–6% ต่อปีแล้ว รายได้ดังกล่าว ถือว่า…ต่ำมากๆ เพราะถัวเฉลี่ยออกมาแล้ว สำนักงานประกันสังคม ทำผลกำไรจากการลงทุนได้แค่ 2% เศษๆ
ต่ำกว่าเกือบ 2 – 3 เท่ากันเลยทีเดียว!!!
ไม่เพียงปัญหาข้างต้น ยังมีประเด็น…ความไม่ตรงไปตรงมากับการนำเงินกองทุนประกันสังคม ทั้งการนำไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า และใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็นภาระของเงินกองทุนฯ กระทั่ง เกิดคำถามตามมาถึงปมปัญหา “คอร์รัปชั่น” ดังไปทั่วทั้งประเทศ
อาจไม่ใช่คำถามที่บรรดาสมาชิกกองทุนฯมี ว่า…หน่วยงานราชการสร้างผลกำไรได้หรือไม่? แต่มันคือ…รัฐบาลจะกล้า “ปลดล็อก” โครงสร้างดำเนินงาน ด้วยการ “ดึง” มืออาชีพมาบริหาร และทำให้ตรวจสอบได้จริงหรือไม่???
กองทุนประกันสังคม ไม่ใช่เพียงหน่วยงานภายใต้กระทรวงแรงงาน แต่เป็น “หัวใจสำคัญ” ของ…รัฐสวัสดิการไทย และเป็น “เงินออมบั้นปลายชีวิต” ของคนไทยวัยทำงาน
ด้วย เงินสะสมระดับเกือบ 3 ล้านล้านบาทที่สะสมมากว่า 30 ปี ภายใต้ โครงสร้างประชากรไทย ที่กำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ดังนั้น ความท้าทาย! จึงไม่ใช่แค่ “ไม่ขาดทุน” หากแต่ต้องทำให้เงินก้อนนี้ “เติบโต” เพียงพอจะรองรับภาระในอนาคตของสมาชิกกองทุนฯ
ตัวเลขผลตอบแทนจากการลงทุนปีละราว 7–8 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับขนาดกองทุนแล้ว สะท้อนอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2–3% ต่อปี แม้จะดู “ปลอดภัย” แต่ผลตอบที่ว่านี้ ก็ช่าง “ต่ำกว่ามาตรฐาน” ของกองทุนบำนาญที่บริหารโดยมืออาชีพทั่วโลก
ช่องว่างเพียง 2–3% สำหรับกองทุนระดับนี้ หมายถึง…เม็ดเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว!!??
ลองคิดดู!…หากกองทุนประกันสังคม ได้ส่วนต่างเพิ่มขึ้นจาก ฝีมือของ “นักบริหารมืออาชีพ” กระทั่ง เกิดผลตอบแทนสูงกว่าที่เคยได้รับมา โดยในทุกๆ 1% ก็จะเป็นเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท หากสูงกว่า 2-3% มูลค่าของผลตอบจากการลงทุน ก็จะยิ่งเพิ่มพูนได้มากถึงเท่าตัว เพิ่มจาก 7-8 หมื่นล้าน เป็น 1.4-1.6 แสนล้านบาท
เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น สามารถจะนำไปเพิ่มสวัสดิการ เงินออมยามชราภาพ หรือรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้ประกันตนได้มากกว่าที่เป็นอยู่! ใช่หรือไม่???
นั่นคือเหตุผลที่ว่า…ทำไม? รัฐบาลชุดใหม่ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการ “ยกเครื่อง” กองทุนของภาคประชาชน
แนวคิดการ “ยกเครื่อง” โครงสร้างประกันสังคม จึงถูกหยิบขึ้นมาอย่างจริงจัง! โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมว.แรงงาน ระบุชัดว่า…ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “ปฏิรูปครั้งใหญ่!” เพื่อลดข้อจำกัดของระบบราชการ
พร้อมกับ…เปิดทางให้ดึง “มืออาชีพ” ด้านการเงินการลงทุนเข้ามาบริหาร และพิจารณา “ยกระดับองค์กร” ให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว และ “ยึดหลัก” ธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้
เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ ล้วนเป็น…เงินของผู้ประกันตน ไม่ใช่เงินของรัฐ!!!
มุมมองนี้ สอดรับกับข้อเสนอจาก…หลายฝ่ายทางการเมือง โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า…กองทุนที่มีมูลค่ามหาศาล ควรถูกแยกจากการแทรกแซงทางการเมือง ยกฐานะเป็น “องค์กรอิสระ” ที่มี “บอร์ดมืออาชีพ” และ “กลไกกำกับดูแล” ที่เข้มข้น
เพื่อให้ การตัดสินใจลงทุน “ยึดประโยชน์” ของผู้ประกันตนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง!
ขณะเดียวกัน บทบาทของพรรคประชาชน ในฐานะ “ฝ่ายตรวจสอบ” ได้กลายเป็น แรงกดดันสำคัญ ที่ทำให้ปมปัญหาเรื่อง…ประกันสังคมไม่อาจเป็นเรื่องเงียบ! ได้อีกต่อไป โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน และแกนนำพรรคฯ ที่เกาะติดตรวจสอบการใช้เงินกองทุนฯมาอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ประเด็น…โครงการลงทุนที่ถูกตั้งคำถามด้านความคุ้มค่า? ไปจนถึง…ปัญหาระบบไอที และกระบวนการบริหารที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนโดยตรง
บทบาทนี้ ทำให้สังคมไทยเริ่มตั้งคำถาม ที่ไม่ใช่เพียงแค่ว่า สำนักงานประกันสังคม “ทำถูกระเบียบหรือไม่?” แต่ “โปร่งใส คุ้มค่า และรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินหรือเปล่า?”
เสียงสะท้อนจากอีกฟากหนึ่ง อย่าง ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า…การอ้างตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอ? หากไม่สามารถอธิบายได้ว่า…ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยงหรือไม่?
นั่นเพราะ…เงินก้อนนี้ คือ “เงินออม” ของประชาชนวัยทำงาน ไม่ใช่…เงินส่วนตัวของ “ผู้บริหาร” ดังนั้น การบริหารจึงต้องยึดหลัก…ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ เป็นสำคัญ!!!
เมื่อทุกปัจจัยมาบรรจบกัน! กองทุนประกันสังคม จึงกลายเป็น “บททดสอบ” ของ “รัฐบาลใหม่” อย่างไม่ต้องสงสัย และยากจะปฏิเสธได้
หาก “รัฐบาลใหม่” เลือกเดินหน้าปฏิรูป ยกฐานะ…กองทุนประกันสังคม เป็น “องค์กรอิสระ” แล้วดึงเอา… “นักบริหารการเงินมืออาชีพ” มาบริหาร และตั้งเป้าผลตอบแทนระยะยาวใกล้มาตรฐานสากลที่ระดับ 4–6% ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มข้น!
ผลลัพธ์ของสมการใหม่ ที่จะมีตามมา ก็คือ…ความมั่งคงและมั่นคงของกองทุนฯและสวัสดิการที่ดีขึ้นของผู้ประกันตนในระยะยาว
แต่หาก “รัฐบาลใหม่” เลือก “ไม่ตัดสินใจ” หรือ “ปล่อย” ให้โครงสร้างเดิมดำรงอยู่ต่อไป ผลที่ตามมา อาจจะไม่ใช่เพียงการสูญเสียโอกาส! จากผลตอบแทนที่ต่ำกว่าศักยภาพ หากยังจะ “เสี่ยง!” ต่อความไม่เพียงพอของกองทุนฯในอนาคต และตามมาด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้าน “สิทธิประโยชน์” ที่รุนแรงขึ้น!
และ ที่สำคัญที่สุด! นั่นคือ…การสั่นคลอนความไว้วางใจของประชาชนที่จะพึ่งต่อรัฐ โดยเฉพาะในวันที่…เงินออมบั้นปลายชีวิต ยังคงจะถูกบริหารด้วยกรอบคิดแบบเดิมๆ
สำหรับ กองทุนเงินระดับเฉียด 3 ล้านล้านบาท แล้ว ความล่าช้า…อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก และ การไม่ทำอะไรเลย ก็อาจกลายเป็น “ต้นทุน” ทางการเมืองและสังคม ที่ “รัฐบาลใหม่” จำต้องแบกรับภาระต่อไปในระยะยาว อย่างแน่นอนที่สุด!!!.






