บทเรียนราคาแพง (1)

(2 ปี 3 คน (รัฐมนตรี) : ต้นทุนประเทศที่กระทรวงพาณิชย์ต้องจ่ายในราคาแสนแพง!!!)

บทเรียนพรรคการเมืองกับ 2 ปีที่กระทรวงเศรษฐกิจ “ด่านหน้า” ของไทยต้องเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 3 ครั้งในรัฐบาลพรรคเดียวกัน สิ่งนี้ หาได้เป็นเพียง “ความผันผวน” ในทางการเมือง หากแต่เป็น “กรณีศึกษา” ของ “ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ประเทศต้องควักจ่ายจริง จากความไม่ต่อเนื่อง ที่นำสู่โอกาสแห่งความเสี่ยงในโลกการค้า…ที่เคยไม่รอใคร???
ในโลกการค้าใหม่ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการรักษาทิศทางและความต่อเนื่อง
ประเทศที่โลกให้ความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ประเทศที่เปลี่ยนนโยบายเก่ง แต่คือ…ประเทศที่ทำให้คำพูดทางนโยบาย “มีอายุ” ยาวพอจะกลายเป็นสัญญาใจ
ความต่อเนื่องจึงกลายเป็นทุนรูปแบบใหม่ เป็นสินทรัพย์ที่มองไม่เห็น แต่มีมูลค่าสูงกว่ามาตรการกระตุ้นใดๆ
ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยในช่วง 2 ปีแรกของรัฐบาลเพื่อไทย ต้องเผชิญกับความไม่ต่อเนื่องเชิงอำนาจอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง! เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาที่…โลกกำลังรื้อกติกาการค้าใหม่ ทั้งจาก…ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขทางการค้า
สิ่งนี้ ทำให้…กระทรวงที่ควรทำหน้าที่เป็น “หัวหอก” เชิงยุทธศาสตร์กลับต้องทำงานในสถานการณ์ที่ “ทิศทาง” ของนโยบาย ยังไม่ทันนิ่ง!
ก็ถูก “รีเซ็ต!” ผ่านการ “ปรับ ครม.” ซ้ำแล้วซ้ำอีก!!!
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ความสามารถของตัวบุคคล หากอยู่ที่…โครงสร้างเวลาในการบริหาร นั่นเพราะ... “รมต.เศรษฐกิจ” หนึ่งคน ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการทำความเข้าใจ “ดีล” ที่ถูกจัดทำขึ้นก่อนหน้านี้และยังคงมีผลต่อเนื่องสืบต่อทอดกันมา
รวมถึง…การสร้างทีมภายใน และสร้างเครดิตกับ “คู่เจรจา” ในต่างประเทศ
แต่เมื่อวัฏจักรนี้ ถูก “ตัดซ้ำ!” ชนิด…ซ้ำแล้วซ้ำอีก! นโยบายจึงไม่อาจจะเติบโต กระทั่ง กลายเป็นแนวคิดในระดับยุทธศาสตร์
ประเทศคู่ค้า…จึงรู้สึกไม่มั่นใจ สะท้อนภาพจริง! ตั้งแต่…การชะลอการตัดสินใจ การรอดูเสถียรภาพ
พวกเขาไม่ต้องจะ “ผูกมัด” ระยะยาว กับประเทศประเทศใดก็ตาม ที่ “สัญญาณเชิงนโยบาย” ไม่นิ่งพอ
สิ่งที่ทำให้ “ต้นทุน” ความน่าเชื่อถือ จากความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย “แพง” กว่าที่เห็น ก็คือ…สิ่งนี้ จะไม่ปรากฏเป็นตัวเลขในงบประมาณ แต่มัน “ฝังตัว” อยู่ในโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โลกการค้าในปัจจุบัน…ไม่ได้ตัดสินกันเฉพาะ “ข้อเสนอ” ที่อยู่บนกระดาษ หากตัดสินกันจาก “ความคาดการณ์ได้” ของประเทศคู่เจรจา
ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง! จึงไม่ใช่เพียงการ “เปลี่ยนตัวแทน” ของรัฐบาล หากแต่มันคือ…การส่งสัญญาณว่า…ทิศทางเชิงนโยบายยังอยู่ในสถานะทดลอง
แต่เป็นสิ่งที่ตลาดโลกไม่ชอบที่สุด!!!
ในหลายกรณี การเจรจาการค้า…ไม่ได้ล้มเหลว! ให้เห็นอย่างเปิดเผย แต่มันค่อยๆ ถูกทำให้หมดความสำคัญลงไป
ประเทศคู่ค้า…เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “รอดู” แทนการ “เดินหน้า”
แม้ว่า…การประชุมยังคงเกิดขึ้น และเอกสารยังถูกแลกเปลี่ยน แต่การตัดสินใจเชิงผูกพันระยะยาวถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
นี่คือ…รูปแบบของต้นทุนที่ไม่ปรากฏในข่าว แต่มีผลจริง! ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ โลกกำลัง “ย้ายสนามการค้า” ไปสู่พื้นที่ที่ซับซ้อนกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น…การใช้ “มาตรการคาร์บอน” เป็น…กำแพงทางการค้า การกำหนดมาตรฐานดิจิทัลข้ามพรมแดน หรือการเชื่อมโยงนโยบายการค้ากับความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นเหล่านี้ มิอาจจัดการได้ด้วย…มาตรการระยะสั้น และไม่อาจผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง หากขาด “เจ้าภาพ” เชิงยุทธศาสตร์ (รมต.) ที่มีเวลาเพียงพอในการสร้างความเข้าใจ สร้างพันธมิตร และสร้างเครดิตบนเวทีโลก
และเมื่อ…กระทรวงพาณิชย์ ต้องเปลี่ยน! “ผู้นำ” บ่อยครั้ง!!?? บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ จึงถูก “ลดทอนลง” โดยปริยาย
หากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จะต้องทำงานภายใต้สภาพที่นโยบาย อาจเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ??? ความเสี่ยงในการเสนอแนวคิดระยะยาวเพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ข้าราชการไทย จึงมักเลือกจะ “เล่นให้ปลอดภัย” ให้มากที่สุด!
นี่คือ…กลไกที่ทำให้กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญค่อยๆ ถูก “ดึงกลับ” ไปสู่บทบาท “เชิงตั้งรับ!” แม้โลกภายนอกจะเคลื่อนตัวเร็วสักเพียงใดก็ตาม
ผลลัพธ์ที่จะมีตามมา ก็คือ…การที่ประเทศไทย จะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับการ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ไม่ว่า…จะเป็นแรงกดดันด้านราคา การประคองภาคเกษตร หรือการบริหารความคาดหวังทางสังคม
ทั้งหมด! ล้วนมีความจำเป็นในเชิงการเมือง แต่กลับ “เบียดบัง” พื้นที่ของการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ควรเกิดขึ้นควบคู่กันไป
ประเทศจึงเหมือนกำลังวิ่งอยู่บน “ลู่วิ่ง” ที่ต้องใช้พลังมากขึ้นทุกวัน แต่กลับไม่ได้ “ระยะทาง” เพิ่มขึ้นตามแรงที่ใช้ไป
กระนั้น เพื่อความเป็นธรรม ช่วงเวลาดังกล่าว ยังจะมีข้อดี กล่าวคือ ฝ่ายนโยบายที่แม้จะไม่นิ่ง ก็ยังสามารถจะช่วย “ลด” แรงกระแทกจากปัญหา…ค่าครองชีพ และซื้อเวลาให้การเมืองเดินต่อได้
แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ…การแลก “ความนิ่งระยะสั้น” กับ “ต้นทุนระยะยาว” ต้นทุนที่ไม่ปรากฏในงบประมาณ หากสะสมอยู่ในความเชื่อมั่นที่ลดลงและโอกาสที่หายไปอย่างไม่อาจเรียกคืน
ในเชิงเปรียบเทียบ! ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการค้าโลกยุคใหม่ ไม่ได้หลีกเลี่ยงแรงกดดันภายใน หากแต่เลือก “กันพื้นที่ยุทธศาสตร์” ให้พ้นจากวัฏจักรทางการเมืองมากที่สุด
กระทรวงเศรษฐกิจหลัก ถูกออกแบบให้มีเสถียรภาพเชิงนโยบายสูง แม้ผู้นำทางการเมืองจะเปลี่ยน แต่ทิศทางการค้าและกรอบการเจรจายังคงเดินต่อได้ นี่คือบทเรียนที่ประเทศไทยยังต้องใช้ต้นทุนเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บทเรียนราคาแพงที่สุด! จากช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องของนโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากแต่เป็น…คำถามเชิงโครงสร้าง ซึ่งถ้า “กระทรวงเศรษฐกิจหลัก” ยังคงถูกใช้เป็น “พื้นที่ทดลองทางการเมือง” ประเทศควรคาดหวังบทบาทใดในเวทีโลก???
และหากคำตอบคือ “จำกัด” รัฐจำเป็นต้องทบทวนใหม่ ว่า…เราต้องการรัฐมนตรีพาณิชย์แบบใด?
ระหว่าง… “ผู้แก้ปัญหารายวัน” หรือ “ผู้ออกแบบยุทธศาสตร์ที่กล้าลงทุนกับความต่อเนื่อง”
ในปลายทางของความไม่ต่อเนื่องนี้ สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามใหม่? กระทรวงพาณิชย์…ควรถูกบริหารในฐานะ “องค์กรเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่า…พื้นที่ทางการเมือง
และคำถามนั้นเอง คือ “ฉากหลัง” ของการมองหาทางเลือกใหม่!!??
รวมถึงการมาของ…รัฐมนตรีจากภาคธุรกิจ อย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ชื่อที่ยัง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! แต่เป็นสัญญาณว่า…ประเทศกำลังพยายามเรียนรู้ เพื่อชดเชย “ต้นทุน” ที่ประเทศเสียไป
พร้อมกับกำลังตั้งโจทย์ใหม่ที่ว่า…ในโลกการค้าที่ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศที่ลังเลได้เลือกทางซ้ำสอง กระทรวงพาณิชย์ของไทยควรยืนอยู่ตรงไหนกันแน่!!!.
พบกับตอนจบของบทความนี้ ในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.2569)






