ระวัง! เงินดำฮุบสภาฯ

( “เงาเงินเทา” ในเกมการเลือกตั้ง 2569 – สนามประชาธิปไตย ‘เสี่ยง!’ ถูกซื้อด้วยทุนอาชญากรรมข้ามชาติ)
กระแสข้อกล่าวหาเครือข่ายสแกมเมอร์–คอลเซ็นเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ใช้เงินสีเทาแทรกแซงการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเขย่าความเชื่อมั่นระบบการเมืองไทยอย่างรุนแรง ท่ามกลางตัวเลขเงินสดสะพัดระดับแสนล้านบาท และข่าวซื้อเสียงราคาสูงเป็นประวัติการณ์ คำถามสำคัญไม่ใช่ใครชนะเลือกตั้ง แต่คือรัฐไทยจะกัน “ทุนอาชญากรรม” ออกจากสภาฯ ได้หรือไม่
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา???
ครั้งนี้…ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางนโยบาย หรือการวัดพลังระหว่างพรรคการเมือง!
แต่เพราะ…สนามเลือกตั้งรอบนี้ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจัง ว่า อาจกลายเป็น “พื้นที่ฟอกอำนาจ” ของทุนสีเทาข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ถูกกล่าวหาว่า…ใช้เงินผิดกฎหมายจำนวนมหาศาลเข้ามาซื้อเสียง ซื้อผู้สมัคร และหวังส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร
หวังคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจอาชญากรรมในระยะยาว!!??
ข้อกล่าวหานี้ ถูกจุดประกายจากหลายฝ่าย โดยหนึ่งในเสียงที่ดังและชัดคือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า…การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้ “เงินดำ” จากกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทา เข้ามาฟอกผ่านการซื้อเสียงและการซื้อตัว สส. โดยอ้างว่าค่าตัวผู้แทนพุ่งสูงถึง 50–70 ล้านบาทต่อหัว
หากพิจารณาควบคู่กับข้อมูลความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทยวันละกว่า 70 ล้านบาท ภาพของแรงจูงใจทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่สะท้อนถึงผลตอบแทนทางอำนาจที่ “คุ้มค่าการลงทุน” สำหรับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้
ในฝั่งพรรคประชาชน แกนนำอย่าง นายรังสิมันต์ โรม และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาเตือนตรงกันว่า…หากรัฐไทยไม่จัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฟอกเงินอย่างจริงจังก่อนวันเลือกตั้ง ประเทศอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นศูนย์กลางฟอกเงินของทุนเทาข้ามชาติ
ไม่ใช่เพราะกฎหมายอ่อนแอ แต่เพราะอำนาจนิติบัญญัติถูกแทรกแซงจากเงินผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง
ข้อมูลจาก ฝั่งการบังคับใช้กฎหมาย ยิ่งตอกย้ำความกังวล เมื่อมีรายงานข่าวว่า…เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลไปยังผู้สมัคร สส. อย่างน้อย 10 ราย ที่ถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์และเครือข่ายสแกมเมอร์
ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงว่า…หากผู้สมัครรายใดถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาและไม่ได้รับการประกันตัวก่อนวันเลือกตั้ง จะถือว่าขาดคุณสมบัติทันที
คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่า…กกต. กำลังถูกผลักให้เป็น “ด่านสุดท้าย” ของรัฐ ในการสกัดการเมืองสีเทาไม่ให้ผ่านเข้าสู่สภาฯ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่เส้นทางการเงินที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหวรวดเร็ว โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า…มีการเบิกถอนเงินสดจากระบบธนาคารสูงถึง 1.6 แสนล้านบาทในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
สิ่งนี้ ถูกมองว่าอาจเป็น “กระสุน” สำหรับการซื้อเสียงและการจัดตั้งเครือข่ายทางการเมืองระดับพื้นที่
ตัวเลขนี้สอดรับกับรายงานข่าวในเดือนมกราคม 2569 ที่ระบุว่า…อัตราการซื้อเสียงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
โดยเฉพาะ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ มีการอ้างว่าจ่ายกันถึงหัวละ 7,500 บาท ขณะที่หลายจังหวัดในภูมิภาคมีตัวเลขเฉลี่ย 3,000–5,000 บาทต่อคน การซื้อเสียงในระดับราคานี้ยากจะอธิบายได้ หากแหล่งเงินยังคงเป็น “ทุนการเมืองปกติ”
ท่าทีของพรรคการเมืองหลัก! ต่อประเด็นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชูจุดยืน “มีส้ม ไม่มีเทา” และพยายามวางตัวเป็น “สัญลักษณ์” ของการเมืองสะอาด
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง ยืนยันการตั้งศูนย์รับแจ้งเบาะแสการซื้อเสียง เพื่อแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับ กกต.
ส่วน พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศชัดว่า…หากพบ “คนเทา” ในพรรค หัวหน้าพรรคพร้อมลาออกเพื่อรับผิดชอบ
ซึ่งเป็นการ “วางเดิมพัน” ทางการเมืองที่สูงอย่างยิ่ง
ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมา ชูนโยบายปราบโกง และเตือนว่า…การซื้อเสียงคือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรทุจริตเชิงนโยบาย
เสียงเตือน! จากบุคคลนอกสนามเลือกตั้ง ก็ไม่อาจมองข้าม โดย นายชวน หลีกภัย ระบุว่า…การเลือกตั้งรอบนี้มีการทุ่มเงิน “ซื้อพรรค” สูงถึง 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตยอย่างรุนแรง
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยอมรับว่า…การซื้อเสียงมีอยู่จริงและทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมชี้ว่าหากไม่ปฏิรูปกลไกบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหานี้จะยิ่งฝังลึก
เมื่อมองเชิงยุทธศาสตร์ การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่า…ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่คือ…บททดสอบว่าระบบการเมืองไทยจะสามารถป้องกันการ “ซื้อรัฐ” ด้วยเงินอาชญากรรมได้หรือไม่?
ในระยะสั้น ความชอบธรรมของผลเลือกตั้ง! อาจถูกตั้งคำถามจากจำนวนร้องเรียนที่คาดว่า…จะถล่มทลาย ระยะกลาง สภาฯ ชุดใหม่อาจเผชิญแรงกดดันจากข้อครหาว่ามีตัวแทนทุนเทาแฝงตัวอยู่
และ ในระยะยาว หากปล่อยให้เครือข่ายเหล่านี้ฝังราก ประเทศไทยอาจเสี่ยงถูกมองว่าเป็นรัฐทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติ มากกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
ท้ายที่สุด วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่คือวันตัดสินว่า…เสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่า “เงินผิดกฎหมาย” หรือไม่?
และคำตอบนั้น จะกำหนดทิศทางประชาธิปไตยไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า!!!.






