ลดเสี่ยง! กำหนดทิศทาง?

(ออมสิน – Soft Loan แสนล้าน: รัฐไทยเปลี่ยน ‘เงินกู้’ เป็น…อาวุธกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ)

เมื่อรัฐไทย เลือกใช้กลยุทธ์ “ไม่แจกเงิน” แต่โฟกัส “กำหนดทิศทางของเงิน” ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ‘Soft Loan – 1 แสนล้านบาท’ เคสท์นี้…ธนาคารออมสิน อาจกำลังถูกยกระดับจาก…ธนาคารรัฐ สู่ “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศ โจทย์ที่ต้องตีให้แตก! ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้เงินกู้? แต่คือ…ใครกำลังถูกกำหนดอนาคตให้ต้องเป็นไปตามนโยบายรัฐ…มากกว่า???

ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก จาก…ปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูง  เพราะภัยสงครามและความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่า “รัฐไทย” กลับเลือกที่ใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” ที่ดูเหมือนเป็นเรื่อง “ธรรมดา” อย่าง…สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) มาใช้เพื่อการแก้ปัญหาข้างต้น

ทว่า แท้จริงแล้ว…สินเชื่อ “Soft Loan” กลับเป็นหนึ่งในกลไกที่ “ทรงพลังที่สุด!” ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ในยามนี้

และกลไกที่ว่านั้น ก็คือ…สินเชื่อ “Soft Loan” วงเงิน 1 100,000 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน อ้างถึง มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบการออก มาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในต่างประเทศ

โดยมอบหมายให้ ธนาคารออมสิน เป็น “แกนหลัก” ในการขับเคลื่อนมาตรการทางการเงินเพื่อเติมสภาพคล่องผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งช่วย ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัวรับมือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พร้อม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือก

ผ่านความร่วมมือของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 16 แห่ง ในการส่งผ่านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด โดย นำไปปล่อยกู้ต่อ ให้กับ…ลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก นั่นคือ…

1. สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง 2. สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ 3. สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน

สำหรับ วงเงิน 100,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการ “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” นี้ อาจไม่ได้เป็นเพียง มาตรการเยียวยา หรือ กระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย หากแต่เป็น…การ “ออกแบบโครงสร้าง” การไหลของเงินใหม่ทั้งระบบ!

โดยมี…ธนาคารออมสินเป็น “แกนกลาง” ในการขับเคลื่อน!

สิ่งที่น่าสนใจ? ไม่ใช่แค่ “จำนวนเงิน” แต่คือ…“วิธีการปล่อยเงินกู้” ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย

ธนาคารรัฐ ไม่ได้ปล่อยกู้โดยตรงทั้งหมด หากแต่เลือกใช้สถาบันการเงิน 16 แห่ง รวมถึง Non-bank เป็น “ตัวกลาง” ในการส่งผ่านสินเชื่อไปยังประชาชนและผู้ประกอบการ นี่คือ…การออกแบบที่สะท้อนแนวคิดชัดเจน ในทำนองที่…

“รัฐกำลัง Outsource ความเสี่ยง แต่ Control ทิศทาง”

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่ไม่ใช่…เรื่องใหม่ในโลกการเงิน และประเทศไทยเองก็ใช้กลยุทธ์นี้มาแล้วหลายครั้งในยามเศรษฐกิจประเทศมีปัญหา

แต่ดูเหมือนรอบนี้…มันอาจเป็น การ “ยกระดับ” บทบาทของธนาคารรัฐอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม…ที่เป็นเพียง “ผู้ให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน” ไปสู่การเป็น “กลไกเชิงนโยบาย” ที่รัฐใช้ควบคุมทิศทางเศรษฐกิจมหภาค

Soft Loan รอบนี้ จึงอาจไม่ใช่แค่การเติมสภาพคล่อง แต่มันคือ…การ “ออกแบบเศรษฐกิจ” ใหม่กันเลย!!!

เมื่อพิจารณา โครงสร้างของโครงการ “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” จะพบว่า…ได้มีการแบ่งบทบาทของสินเชื่อออกเป็น 2 ชั้นอย่างชัดเจน!!!

ชั้นแรก คือ…วงเงิน 100,000 ล้านบาท ที่มุ่งพยุงระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งการเสริมสภาพคล่อง การขยายธุรกิจ และการประคองภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต

แต่ ในอีกชั้นหนึ่ง กลับมี วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ถูกจัดสรรเฉพาะสำหรับ “การปรับตัวด้านพลังงาน” ผ่านสินเชื่อโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า

ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือ…“สัญญาณเชิงนโยบาย”

วงเงินกู้ 100,000 ล้านบาท คือ…การ “พยุง” ทว่าอีก 5,000 ล้านบาท กลับเป็นการ “เปลี่ยนผ่าน”

รัฐกำลังบอกสังคมไทยในทางอ้อมหรือไม่? ว่า…ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในโหมด “ตั้งรับ” มากกว่าการ “เร่งเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” อย่างเต็มรูปแบบ!

อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของ “สินเชื่อพลังงาน” แม้ในสัดส่วนที่น้อยกว่า กลับสะท้อนอีกมิติหนึ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ…

การเชื่อมโยงระหว่าง…“นโยบายเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงด้านพลังงาน”

ในโลกที่…ราคาพลังงาน ได้ถูกกำหนดโดยความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั้น การสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จะไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” อีกต่อไป

แต่มันคือ…การกำหนดทิศทางประเทศใหม่ ด้วยหวังจะ “ลดการพึ่งพา” ปัจจัยภายนอกในระยะยาว

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือ “นโยบายความมั่นคง” ที่มาในรูปแบบสินเชื่อ นั่นเอง

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ…การเปิดให้ Non-bank เข้ามามีบทบาทในสินเชื่อ EV ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐในการสร้างสนามแข่งขันใหม่ในระบบการเงิน

การเคลื่อนไหวนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมสินเชื่อในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อ “ผู้เล่น” ที่ไม่ใช่ธนาคาร เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตลาดที่เคยถูกครอบครองโดยธนาคารพาณิชย์

ในมุมหนึ่ง นี่คือ…การกระจายโอกาส

แต่อีกมุมหนึ่ง
ก็อาจเป็น การ “เพิ่มความซับซ้อน” ของความเสี่ยงในระบบการเงินของประเทศ???

ประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ได้อยู่ทีว่า…“ใครได้ประโยชน์?” จากโครงการเงินกู้ 1 แสนล้านบาท แต่คือ “ความเสี่ยง” ที่หากจะเกิดขึ้น! มันจะถูกย้ายไปอยู่กับใคร???

เมื่อ ธนาคารออมสิน ปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินอื่นๆ นำไปปล่อยกู้ต่อ แน่นอนว่า…ประเด็นความเสี่ยงด้านเครดิต อาจไม่ได้อยู่ที่ฝั่งรัฐโดยตรง แต่ได้กระจายไปอยู่ในระบบธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงิน

นี่คือ…การออกแบบที่ทำให้รัฐ สามารถ “ขยาย” ขนาดนโยบายได้ โดยไม่ต้อง “แบกรับความเสี่ยง” ทั้งหมดเอาไว้เอง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ “ความเสี่ยง” ที่หากจะมี “ถูกมองเห็น…ได้ไม่ชัดเจน” นัก และ โครงการเงินกู้ Soft Loan 1 แสนล้านบาท ก็อาจกลายเป็น “หนี้สาธารณะ” ในรูปแบบที่ไม่ถูกเรียกว่าเป็น “หนี้???” ก็เป็นได้!!!

ในระยะสั้น มาตรการนี้…อาจช่วยประคองเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ ในระยะยาว ความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับคำถามที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ…

เงินก้อนนี้ไปถึง “เศรษฐกิจจริง” ได้มากน้อยแค่ไหน? เพียงใด?

หากเงินไหลไปยัง SMEs และประชาชนที่ต้องการจริง ระบบเศรษฐกิจ…ก็มีโอกาสฟื้นตัวอย่างยั่งยืน!

แต่หากเงินส่วนใหญ่ ถูก “ดูดซับ” ไปโดย…ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือใช้เพื่อ “รีไฟแนนซ์” หนี้เดิมมากกว่าการสร้างมูลค่าใหม่?

นโยบายนี้ ก็อาจกลายเป็นเพียง…การ “ซื้อเวลา” ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

และใน กรณีที่เลวร้ายที่สุด! มันอาจกลายเป็น “การสะสมความเสี่ยงใหม่” ที่รอวันปะทุ! ในวันข้างหน้า ก็เป็นได้!!??

ถึงตรงนี้! สินเชื่อ Soft Loan 100,000 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน จึงไม่ใช่แค่…ตัวเลขในนโยบายเศรษฐกิจ แต่มันคือ…“เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐไทย…กำลังใช้เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ

คำถามสุดท้าย จึงไม่ใช่เพียงว่า…นโยบายนี้ดี หรือไม่ดี? แต่มันคือ…

เศรษฐกิจไทยกำลังถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางใด? ภายใต้กรอบคิดแบบใด? ในการออกแบบนโยบายข้างต้นนี้

และ ใคร…ที่จะได้ประโยชน์ในเชิงโครงสร้างในระยะยาว?

เพราะท้ายที่สุดแล้ว…นโยบายทางการเงินขนาดใหญ่เช่นนี้ อาจไม่ได้กำหนดเพียงแค่ว่า…“ใครจะเข้าถึงแหล่งเงิน?”

แต่อาจกำลังกำหนดว่า…“เศรษฐกิจไทย” ในอนาคต…ควรจะมีโครงสร้างแบบใด? มากกว่า!!!.

เพราะใน “โลกเศรษฐกิจยุคใหม่” นั้น คนที่ควบคุม “ทิศทางของเงิน” ย่อมเป็นคนที่ควบคุม “ทิศทางอนาคต” กับระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้ นั่นเอง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password