เหมน…อย่าบิดเบือน!!!

(ฝั่งไทยเตือนแรง! กัมพูชาหยุดบิดเบือนด ชี้! ชายแดนไม่ใช่พื้นที่ข่าว แต่คือ ‘เส้นแดงของรัฐ’)
เกมลึก! กัมพูชา จ้องบิดเบือนข้อมูล ด้าน “โฆษก ทบ.” สยบข่าวแรง! สอดรับท่าที นายกฯไทย ล็อก ROE ด้าน รมว.กลาโหม ประกาศไม่ลดการ์ด ขณะที่ “รมว.ต่างประเทศ” เตือนเขมร! อย่าเล่นการเมืองบนความเปราะบางของคำประกาศหยุดยิง
ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ในรอบนี้ ไม่ได้วัดกันที่…กระสุนหรือกำลังรบ! เพียงอย่างเดียว หากแต่กำลัง…ถูกยกระดับเป็น “สงครามข้อมูล” ที่เดิมพันด้วยความชอบธรรมของรัฐชาติในสายตานานาชาติ
อีกทั้งยังจะเป็น “บททดสอบสำคัญ” อย่างตรงไปและตรงมา ของ “รัฐบาลไทย” ว่า…จะรักษา “เส้นแดงอธิปไตย” ควบคู่กับการคุมเกมการทูตได้แน่นแค่ไหน???
ท่าทีของ กองทัพบก ที่ออกมาสยบข่าวทันควัน! หลังถ้อยแถลงของ รัฐมนตรีกัมพูชา ถูก “สื่อนอก” นำไปขยายความว่า…ไทยยึดครองพื้นที่พลเรือน
มันสะท้อนชัดเจนว่า…รัฐไทยมองเกมนี้ทะลุกรอบ “ข่าวความมั่นคงทั่วไป” ไปไกลแล้ว!!??
เพราะหากปล่อยให้…วาทกรรมจอมปลอม? กับวลี “ยึดครอง” ฝังในเวทีสากล ต่อไปแล้วล่ะก็…
ความได้เปรียบทางการทูตจะพลิกทันที!!!
แม้ในข้อเท็จจริง…พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ในเขตอธิปไตยไทยมาโดยตลอด และมีประวัติการบุกรุกผิดกฎหมายยาวนานกว่า 40 ปี ไม่ใช่ผลพวงจากการปะทะระลอกล่าสุดก็ตาม
ดังนั้น การสื่อสารของ ทบ.รอบนี้ จึงไม่ได้เน้นโชว์กำลัง แต่เน้น “หลักสากล + การบังคับใช้กฎหมาย”
ตั้งแต่…กฎหมายคนเข้าเมือง ป่าไม้ ไปจนถึง ขั้นตอนการแจ้งเตือน ปักป้าย และดำเนินการอย่างเป็นระบบ
นี่คือ…ความพยายาม “รีเฟรม” หมายถึง…การปรับกรอบความคิดหรือมุมมองใหม่ต่อสถานการณ์นี้ เพื่อเปลี่ยนภาพของไทย จาก “คู่ขัดแย้ง” ให้กลายเป็น “รัฐที่รักษากติกา”
ผลักภาระความไม่โปร่งใส? กลับไปยัง…ฝ่ายกัมพูชา ที่มักจะ “เลือกใช้” ข้อมูลบิดเบือน เป็นเครื่องมือทำลายภาพลักษณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน
ในระดับการเมือง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เลือกยืนในจุดที่ชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือคำประกาศกร้าวที่ว่า…
“ไทยจะไม่ถอยอธิปไตย และการตอบโต้เป็นสิทธิของประเทศไทยภายใต้ Rule of Engagement”
คำพูดข้างต้น…หาได้เป็นการข่มขู่! แต่หากเป็นการ “ล็อกกรอบ” การตัดสินใจของรัฐไทย ว่า…เราพร้อมใช้ทุกเครื่องมือ ตั้งแต่การทูตไปจนถึงมาตรการด้านความมั่นคง หากเส้นหยุดยิงถูกละเมิดอีก
ขณะเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ก็ได้ “ส่งสัญญาณ” 2 ด้าน ไปพร้อมกัน?
ด้านหนึ่ง ย้ำว่า…“การใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย” เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ได้ประกาศว่าไทยจะไม่ลดการ์ด
พร้อมชี้ชัดว่า…ความเสี่ยงของการปะทะรอบใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายกัมพูชาจะเคารพข้อตกลงหยุดยิงจริงหรือไม่ นี่คือการโยนความรับผิดชอบทางการเมืองและการทหารกลับไปอีกฝั่งอย่างมีชั้นเชิง
บทบาทของการทูตเอง ก็ “ถูกดึง” เข้ามาเสริมแนวรบข้อมูลอย่างชัดเจน โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประทเศ ได้เตือนฝ่ายกัมพูชาอย่างตรงไปตรงมาว่า…
สถานการณ์หยุดยิงยังเปราะบาง และไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง!!!
ไม่ว่าจะในพื้นที่ชายแดน หรือผ่านถ้อยแถลงที่กระทบความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ???
ประโยคนี้ มีนัยสำคัญ เพราะเท่ากับ…การปิดประตูการ “เล่นเกมการเมืองข้ามแดน” ที่อาจโยงมาถึงการเมืองภายในของไทยเอง
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า…รัฐบาลไทย กำลังเดินเกม “3 ชั้น” ไปพร้อมกัน!!??
หนึ่ง ยึดพื้นที่จริงและข้อเท็จจริงทางกฎหมายอย่างมั่นคง
สอง สื่อสารกับโลกภายนอกว่าการคงกำลังในที่ตั้งเดิมหลังหยุดยิง ไม่ใช่การยึดครอง แต่คือมาตรการลดความตึงเครียด
และ สาม ปิดช่องสงครามข้อมูล ด้วยการตอบโต้เชิงรุกทุกครั้งที่มีความพยายามบิดเบือน
ในระยะสั้น เกมข่าวลักษณะนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นตามมาเป็นระลอก เพราะ…ฝ่ายที่เสียเปรียบในโต๊ะเจรจา มักเลือก “กดดัน” ผ่านเวทีสากลก่อน
การกล่าวอ้างเรื่อง “ประชาชนกลับพื้นที่ไม่ได้” จะถูกใช้ซ้ำเพื่อสร้างแรงกดดันทางมนุษยธรรม! เหมือนอย่างที่ได้เห็นกัน…
ขณะที่ไทยจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า…การบังคับใช้กฎหมายกับการบุกรุกผิดกฎหมาย ไม่ใช่การละเมิดสิทธิพลเรือน
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทย! จึงไม่ใช่แค่…การไม่ให้เกิด “รอบสาม” ของการปะทะ แต่คือ…การรักษาความได้เปรียบทางความชอบธรรม!
หากไทยยืนหลักสันติ ไม่ยั่วยุ แต่ตอบโต้ทุกความบิดเบือนอย่างทันท่วงที! เส้นหยุดยิงจะยัง “อยู่ในมือ” รัฐไทย ไม่ใช่ถูกลากไปตามเกมข่าวของอีกฝ่าย
ท้ายที่สุด! ชายแดนครั้งนี้…จึงไม่ใช่พื้นที่ของข่าวรายวัน หากคือ “เวที” วัดสมรรถนะของรัฐทั้ง 2 ชาติ ว่า…ใครควบคุมพื้นที่ได้? ใครควบคุมเรื่องเล่าได้?
และใคร? จะเป็นฝ่ายทำให้โลก เชื่อว่า…ตนคือ “ผู้รักษากติกา” ไม่ใช่ “พวกฉวยโอกาส” จากความเปราะบางของสันติภาพ
งานนี้…เมื่อโลกได้รับรู้ถึงความเจ้าเล่ห์ และข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา ก็จะเท่าทันกลโกงของคนชาติพันธุ์นี้ นั่นเอง!!!.






