โอกาสไทย? ในเกม(สหรัฐฯ)ถอย!

(เคสท์สหรัฐฯถอนตัวออกจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ หาก “ผู้นำใหม่” เล่นเป็น? ไทยอาจได้มากถึง 65%)
การตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง ไม่ได้เป็นเพียงการ “ลดบทบาท” บนเวทีโลก แต่กำลังเปลี่ยนสมการอำนาจของระบบพหุภาคีโดยตรง สำหรับไทย นี่ไม่ใช่ข่าวร้ายเสียทั้งหมด! หาก “ผู้นำคนใหม่” รู้จักวางตำแหน่งประเทศ ในฐานะ “รัฐขนาดกลางที่เล่นเป็น” โอกาสที่ไทยจะได้จากเคสท์นี้ อาจมีมากถึง 65% ของกติกาโลกใหม่นี้
เกมถอยของมหาอำนาจ กับโอกาสของรัฐขนาดกลาง
การที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม “คำสั่งถอน” สหรัฐอเมริกา ออกจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ พร้อมกันในคราวเดียว! ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ข่าวการเมืองสหรัฐฯ” หรือ การกลับมาของสโลแกน America First เท่านั้น
หากแต่สิ่งนี้…มันเป็นเสมือน “สัญญาณเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจของระบบโลกอย่างเป็นรูปธรรม!!!
เพราะนี่…ไม่ใช่การถอนตัวเชิงสัญลักษณ์เหมือนในอดีต แต่คือการ “ลดบทบาทเชิงระบบ” ของสหรัฐฯ ต่อกลไกพหุภาคีในหลายมิติ ตั้งแต่…สิ่งแวดล้อม, แรงงาน, การย้ายถิ่น, สิทธิมนุษยชน ไปจนถึง ความร่วมมือด้านความมั่นคงนอกแบบ
การถอนตัวพร้อมกันจำนวนมากเช่นนี้ เท่ากับการ “ส่งสัญญาณ” ว่า…มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังเลือกใช้อำนาจแบบทวิภาคีและอำนาจรัฐชาติ มากกว่าการแบกรับต้นทุนของกติกากลาง
โลกกำลังเข้าสู่ยุค “กติกาไม่เป็นหนึ่งเดียว”
ผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ระบบองค์กรระหว่างประเทศจะอ่อนแรงลงในเชิง “อำนาจนำ”
แม้หลายองค์กรจะยังคงดำเนินงานต่อได้ แต่จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ, ความชอบธรรม และแรงหนุนทางการเมือง
โลกจึงกำลังเคลื่อนจากยุคที่มีกติกาสากลชุดเดียว ไปสู่ยุคของ “กติกาเป็นหย่อม ๆ” ที่แต่ละกลุ่มอำนาจกำหนดมาตรฐานของตนเองมากขึ้น
ในสภาพเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางและเล็กไม่สามารถอาศัยการ “หลบอยู่ใต้ร่มกติกาใหญ่” ได้เหมือนเดิม ทุกประเทศจำเป็นต้องนิยามตำแหน่งของตนเองใหม่ ว่า…จะยืนตรงไหน? และเล่นบทบาทแบบใด? ในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางชัดเจน
กรณีศาลโลก สะท้อนดีเอ็นเอการทูตของไทย
หากมองย้อนกลับไป ท่าทีของไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดการทูตของไทยได้ชัดเจน ไทยไม่เคยถอนตัวจากระบบสหประชาชาติ แต่เลือกไม่รับรองเขตอำนาจบังคับของศาลโลกมาตั้งแต่ปี 1960 โดยให้เหตุผลเรื่องอธิปไตยและความเหมาะสมของกลไกแก้ไขข้อพิพาท
ในโลกยุคเดิม “จุดยืน” เช่นนี้มักถูกมองว่า “สวนทางกระแส” แต่ในโลกปัจจุบัน ที่แม้แต่ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยังเลือกอยู่หรือออกจากองค์กรระหว่างประเทศตามผลประโยชน์ของตนเอง
ดังนั้น “จุดยืน” ของไทย! กลับไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นรูปแบบการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเริ่มทำตาม เพียงแต่แตกต่างกันในระดับและบริบท
นี่คือ จุดที่ไทยควรอ่านเกมให้ขาด ว่า…โลกไม่ได้กำลังลงโทษประเทศที่ “เลือกกลไก” แต่กำลังจับตามองว่า ประเทศใดเลือกอย่างมีเหตุผล มีความสม่ำเสมอ และสื่อสารจุดยืนได้ชัดเจน
ไทยได้อะไรจากการที่สหรัฐฯ ถอย
ในเชิงยุทธศาสตร์ การถอนตัวของสหรัฐฯ เปิดพื้นที่ให้ไทยได้ประโยชน์อย่างน้อย 3 ด้าน
ประการแรก คือ แรงกดดันเชิงอุดมการณ์จากเวทีพหุภาคีลดลงชั่วคราว ประเด็นที่เคยถูกผลักดันอย่างเข้มข้น เช่น สิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล หรือวาระด้านสิ่งแวดล้อมเชิงอุดมการณ์ จะถูกทำให้ “เบาลง” ในเชิงการเมือง นี่ไม่ใช่การยกเลิกกติกา แต่เป็นการผ่อนแรง ซึ่งช่วยให้ประเทศอย่างไทยมีพื้นที่ในการจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายของตนเองมากขึ้น
ประการที่สอง คือ โอกาสด้านบทบาท โลกที่กติกากลางอ่อนแรง ไม่ได้ต้องการผู้นำแบบสั่งการ แต่ต้องการ “ตัวเชื่อม” ที่ทำให้ความร่วมมือยังเดินต่อได้ ประเทศที่ไม่สุดโต่งและไม่เลือกข้างอย่างแข็งทื่อ จะมีคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้น
ไทยในฐานะประเทศอาเซียนที่มีความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ มีศักยภาพจะสวมบทบาทนี้ได้ หากกล้าที่จะแสดงตัวและกล้าแสดงออก!!!
ประการที่สาม คือ โอกาสทางเศรษฐกิจ ในโลกที่มาตรฐานกำลังแตกขั้ว นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองหาฐานการผลิตและฐานธุรกิจที่เข้าถึงได้หลายตลาด ไทยยังมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน, โลจิสติกส์, อาหาร, สุขภาพ และการท่องเที่ยว หากรัฐสามารถปรับกฎระเบียบและระบบสนับสนุนให้รองรับหลายมาตรฐานพร้อมกันได้
แต่โอกาสนี้ไม่ใช่ของฟรี
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน เมื่อกติกากลางอ่อนแรง ประเทศขนาดกลางต้องใช้พลังการทูตและทรัพยากรมากขึ้นในการต่อรองเอง ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs จะต้องรับมือกับมาตรฐานหลายชุด ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และ ESG ซึ่งเพิ่มต้นทุนการแข่งขัน
ที่สำคัญ หากไทยไม่สื่อสารเชิงรุก จุดยืนแบบเลือกกลไกอาจถูกตีความว่าเป็นการหลบเลี่ยงกติกา มากกว่าการบริหารความเสี่ยงเชิงอธิปไตย ซึ่งจะกระทบภาพลักษณ์ในระยะยาว
เกมนี้ ไทยได้กี่เปอร์เซ็นต์?
เมื่อประเมินภาพรวม เคสท์สหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง ทำให้ไทยอยู่ในสถานะ “ได้มากกว่าเสียเล็กน้อย” มองแบบไม่เข้าข้างตัวล่ะก็ ส่วนได้มีประมาณ 55 ต่อ 45 ของส่วนเสีย ในสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่หากไทย “เล่นเป็น” ด้วยการกำหนดบทบาท middle power อย่างชัดเจน ใช้กรอบอาเซียนและทวิภาคีเป็นฐานใหม่ และแยกจุดยืนด้านอธิปไตยออกจากการเคารพกติกาโลกอย่างมีระบบ สัดส่วนประโยชน์ที่ไทยจะได้รับสามารถขยับขึ้นไปถึง 65% ได้จริง!!!
การถอนตัวของสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าโลกจะไร้กติกา แต่หมายความว่ากติกาจะไม่เหมือนเดิม
สำหรับไทย นี่ไม่ใช่เวลาของการรอดูสถานการณ์ หากแต่เป็นจังหวะสำคัญของการ “วางตำแหน่งประเทศใหม่” ในโลกที่มหาอำนาจถอยหนึ่งก้าว
คนที่ได้มากที่สุด! จะไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุด? แต่คือ…คนที่อ่านเกมออก และกล้าเดินเกมในจังหวะที่เหมาะสม
น่าสนใจว่า…ในห้วงเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังสาละวนอยู่กับการหาเสียง ท่ามกลางข้อเสนอและข้อเรียกร้องจาก กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย…สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย) ว่าด้วยการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเสียใหม่
คู่ขนานไปกับเคสท์ที่ สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศพร้อมกันในคราวเดียวถึง 66 แห่ง
“ว่าที่…ผู้นำไทยคนใหม่” ของไทย…จะเท่าทันกับสถานการณ์ความเป็นไป ทั้งในเวลาโลกและเหตุปัจจัยจากภายในประเทศ มากน้อยแค่ไหนกัน?
ว่าที่แคนดิเดทนายกฯคนใหม่…ไม่ว่าจะพรรคไหน? ก็ตาม ช่วยโชว์วิชั่น เกี่ยวกับ 3-4 เรื่องข้างต้นนี้หน่อยเหอะ! พวกเราคนไทยอีกราว 40% ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร? จะได้ “เทใจ…ใส่คะแนน” กันแบบเต็มๆ
หวังว่า…เวทีการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งรอบนี้ จะมี “พระเอกขี่ม้าขาว” โชว์ตัวออกมาให้ได้เห็นกันบ้าง!!!.






