SCB CIO ชี้ AI เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจโลก หุ้นสหรัฐฯ ยังเป็น ‘แกนหลัก’ ลงทุนระยะยาว

 
SCB CIO ประเมินเมกะเทรนด์ AI ไม่ใช่เพียงวัฏจักรเทคโนโลยี แต่เป็นแรงขับเชิงโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนวิธีสร้างรายได้และผลิตภาพของเศรษฐกิจโลก แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญ valuation สูง แต่กำไรและการขยายตัวของ AI ยังหนุนผลตอบแทนในระยะยาว พร้อมชูการกระจายพอร์ตเชิงรุกไปเอเชีย ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อรับมือโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวและเปลี่ยนเร็ว

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO (Chief Investment Office หรือ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์) ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือAI กำลังก้าวสู่การเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพ (productivity) และการสร้างแหล่งรายได้ใหม่เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ มุมมองของ SCB CIO สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า AI ได้ก้าวพ้นสถานะ “ธีมการลงทุน” ระยะสั้น ไปสู่การเป็น “แรงขับเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า การประเมินเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั่วโลกที่อาจสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

สิ่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงปริมาณ แต่เป็นสัญญาณว่าทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานกำลังไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ AI เป็นแกนกลาง หาก AI สามารถยกระดับผลิตภาพได้ราว 1.5% ต่อปี ผลที่ตามมาคือ ศักยภาพการเติบโตของสหรัฐฯ ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และรายได้ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในระดับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเท่ากับการ “ขยายเพดาน” ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ในเชิงตลาดทุน ภาพดังกล่าวอธิบายได้ว่า ทำไม SCB CIO จึงยังให้น้ำหนัก “หุ้นสหรัฐฯ” เป็นแกนหลักของพอร์ต แม้ระดับ valuation จะอยู่ในโซนสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่การเติบโตของกำไร โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ valuation สูงเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอีกต่อไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ คุณภาพของกำไรและความสามารถในการต่อยอด AI ไปสู่รายได้จริง ซึ่งตลาดสหรัฐฯ ยังได้เปรียบจากระบบนิเวศครบวงจร ตั้งแต่ hyperscalers ผู้พัฒนาโมเดล ไปจนถึงตลาดทุนที่รองรับการระดมเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ดี การที่ AI ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากในช่วงต้น ก่อนที่รายได้จะค่อย ๆ ทยอยเกิดขึ้นในระยะยาว กำลังสร้างแรงกดดันใหม่ต่อโครงสร้างการเงินโลก ภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดเครดิตทั้ง public และ private มากขึ้น ขณะที่ ภาครัฐในหลายประเทศมีข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้ว ภาพของการก่อหนี้พร้อมกันทั้งรัฐและเอกชน ทำให้ SCB CIO ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มปรับขึ้น และเพิ่มความเปราะบางของระบบการเงินต่อแรงกระแทกจากความผันผวนของ bond yield ในอนาคต

นัยเชิงกลยุทธ์จากมุมมองนี้ คือการ “ทบทวนบทบาทตราสารหนี้” ในพอร์ตลงทุนแบบเดิม SCB CIO แนะนำให้หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว และหันมาเน้นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหุ้นกู้ Investment Grade ระยะสั้น ซึ่งยังให้ ความมั่นคงด้านกระแสเงินสดโดยไม่แบกรับความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป ขณะเดียวกัน ในฝั่งหุ้น การลงทุนแบบเลือกเชิงรุกหรือ active selection กลายเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากผลตอบแทนในธีม AI มีแนวโน้มกระจายตัวสูง และถูกกำหนดโดยปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทมากกว่าการไหลของสภาพคล่องแบบเหมารวม

อีกประเด็น เชิงโครงสร้างที่ SCB CIO ชี้ให้เห็น คือ ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมกำลังลดลงอย่างชัดเจน ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์หลายประเภทเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับบทบาทของพันธบัตรระยะยาวที่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกันชน” ของพอร์ตได้เหมือนในอดีต ส่งผลให้พอร์ตคลาสสิกแบบ 60/40 สูญเสียพลังในการลดความผันผวนเชิงระบบ ภายใต้สภาพตลาดที่ผลตอบแทนถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว โดยเฉพาะในธีม AI ดังที่เห็นจากความแตกต่างของผลตอบแทนดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักมูลค่าตลาดกับแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน

ในบริบทนี้ การ “กระจายออกจากสหรัฐฯ หรือออกจากธีม AI” จึงไม่ใช่การตัดสินใจที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงรุกที่อาจมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในระยะยาว SCB CIO จึงเสนอแนวคิดการกระจายความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ด้วยการเสริมพอร์ตด้วยแหล่งผลตอบแทนที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น private markets และ hedge funds ควบคู่กับการ บริหารพอร์ตเชิง tactical เพื่อรับมือกับโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

สำหรับ การจัดพอร์ตในเชิงภูมิศาสตร์ SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ เป็นแกนหลัก แต่แนะนำการกระจายโอกาสไปยังเอเชียอย่างมีเป้าหมาย โดย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้โดดเด่นในฐานะห่วงโซ่ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นหัวใจของ AI จีนได้รับแรงหนุนจากนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการผลักดัน AI โดยรัฐ ขณะที่ อินเดียแม้ไม่ใช่ตลาด AI โดยตรง แต่มีแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ช่วยเสริมเสถียรภาพการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ การลงทุนในทองคำยังถูกยกเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

หากมองใน ภาพรวมเชิงกลยุทธ์ มุมมองของ SCB CIO ที่สะท้อนจากการแลกเปลี่ยนกับ BlackRock ชี้ชัดว่า โลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่ระบอบใหม่ที่ AI เป็นตัวกำหนดโครงสร้างตลาด ไม่ใช่เพียงรอบขาขึ้นของหุ้นเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนสมการของการเติบโต หนี้สิน และการกระจายความเสี่ยง ผู้ลงทุนจึงไม่อาจใช้สูตรสำเร็จแบบเดิมได้อีกต่อไป การอยู่ “ในธีมหลักของโลก” พร้อมกับการคัดเลือกเชิงรุกและการเสริมพอร์ตด้วยแหล่งผลตอบแทนใหม่ คือหัวใจของการรับมือเศรษฐกิจยุค AI ในระยะยาว

ที่มา: EPS Monthly December 2025 โดย SCB CIO (ข้อมูล ณ 24 ธันวาคม 2568)


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่SCB Call Center โทร. 02-777-7777.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password