ปิดล้อมเงินเทา!!??

(รัฐไทยขยับเกมใหญ่ ‘ปิดล้อม’ เงินทุนเทาสารพัดแหล่งที่มา จาก…แบงก์ชาติ+ระบบประกัน สยายปีกครอบคลุมตลาดทุนและระบบภาษี)

จากคอมเม้นท์ของ “ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ” ถึงมุมมอง “นายกฯอนุทิน” สะท้อนภาพอนาคตในทิศทางเดียวกัน! เมื่อ “รัฐไทย” เร่งเชื่อม…โครงข่ายเรกูเลเตอร์ทั้งระบบ พร้อมเดินหน้า…เร่งปราบปราม “อาชญากรรมเศรษฐกิจ” ปรับรรื้อโครงสร้างเงินนอกระบบอย่างจริงจัง จากนี้…ไม่ง่ายนัก หาก “เงินสกปรก” จะเคลื่อนไหวอย่างไหลรื่น เหมือนเช่นในอดีต

การออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก! ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ “แบงก์ชาติ” เกี่ยวกับ…การตรวจพบการถอนเงินสดผิดปกติระดับหลายร้อยล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา

ปมนี้…ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานสถานการณ์ธรรมดา แต่เป็นการ “ตั้งหมุดเชิงนโยบาย” ว่า…

รัฐไทยกำลังจะ “เปลี่ยน!” วิธีรับมือกับ “เงินเทา” อย่างเป็นระบบ และจะไม่ปล่อยให้ “เงินนอกระบบ” ไหลผ่านกลไกการเงิน…โดยไร้คำอธิบายอีกต่อไป

นายวิทัย รัตนาการ ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำชัดเจนว่า…มาตรการที่กำลังดำเนินการและเตรียมผลักดันในระยะถัดไป ไม่ได้มีเป้าหมาย “ห้าม” การถอนเงินสด แต่ต้องการให้…การถอนเงินก้อนใหญ่ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เหมาะสม!!??

หากเกินความจำเป็น ธนาคารต้นทางจะต้องเข้าไปทำ Due Diligence เพื่อทราบวัตถุประสงค์และเส้นทางการใช้เงิน พร้อมระบุว่า…

ธปท.ในฐานะ “ผู้พิมพ์ธนบัตร” ตั้งแต่ต้นทาง มีหน้าที่ต้องดูแลไม่ให้ธนบัตรที่ออกจากระบบของรัฐ ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของเงินเทา หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

หากพบพฤติกรรมผิดปกติ! เส้นทางเงิน…จะถูกส่งต่อไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ หากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะส่งต่อให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อไป

ท่าทีดังกล่าว…สอดรับกับมุมมองทางการเมือง ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ออกมาแสดงความเห็น สนับสนุนการทำงานของ ธปท.อย่างชัดเจน โดยระบุว่า…

การตรวจสอบการถอนเงินสดผิดปกติเป็นเรื่องที่เหมาะสม โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหวทางการเมือง

พร้อมกับย้ำว่า…หากมีข้อมูลหรือข้อสงสัย? หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ควรเป็น…ผู้ดำเนินการตรวจสอบต่อ เพื่อรักษาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของระบบ

ทั้งยังสะท้อนว่า…ฝ่ายการเมืองเอง ไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นการ…แทรกแซง แต่เป็น…กลไกคุ้มครองระบบโดยรวม

ในเวลาใกล้เคียงกัน อีกปลายหนึ่งของ…ระบบการเงิน? สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็ขยับตัวในทิศทางเดียวกัน! ผ่านการ “ยกระดับ” ฐานข้อมูล “ฉ้อฉลประกันภัย” ด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และจัดระดับความเสี่ยงของพฤติกรรม

พร้อม…ปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูล และการดำเนินคดีมีหลักฐานรองรับชัดเจน

ทั้งนี้ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ย้ำว่า…หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายฉ้อฉล สำนักงาน คปภ.จะไม่หยุดเพียงการกำกับทางปกครอง แต่พร้อมจะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีจนถึงที่สุด!!!

ถึงตรงนี้! เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว จะเห็นชัดเจนว่า…ธปท. และ คปภ. กำลังทำหน้าที่ “คนละปลายของเงินเทาเส้นเดียวกัน”

ธปท.ปิดประตูต้นทางของการเคลื่อนไหวเงินสด

ขณะที่ คปภ.ปิดช่องปลายทางของการแปลงสถานะเงินผ่านธุรกรรมประกัน

ทั้ง “2 เรคกูเลเตอร์”…ไม่ได้ทำงานแยกส่วน แต่กำลังประกบกันเป็น…โครงสร้างเดียว เพื่อ “สกัด!” วงจรเงินนอกระบบตั้งแต่ต้นจนจบ!!??

ภาพใหญ่นี้ สอดคล้องกับ ทิศทางของรัฐบาลและฝ่ายนโยบาย ที่พยายาม “เชื่อมโยง” และบูรณาการในการทำงานของ “เรกูเลเตอร์” ทั้งระบบ!!!

โดย นายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณชัดผ่านแนวคิดการบูรณาการข้อมูล และการ “เชื่อมจุด” ระหว่างหน่วยงาน

ขณะที่ กระทรวงการคลัง ถูกวางบทบาทเป็น “ศูนย์กลางเชิงนโยบาย” เชื่อมโยงการทำงานของ ธปท. คปภ. ก.ล.ต. ปปง. กรมสรรพากร และกรมศุลกากร เข้าด้วยกัน

เพื่อเป้าหมายหลักเดียว นั่นคือ “ปิดช่องว่าง!” ของการกำกับดูแล ที่ก่อนหน้านี้ เคยแยกส่วน…ต่างคนต่างทำ???

ก.ล.ต. ถูกดึงเข้ามาในฐานะ “ด่านกลาง” ของการแปลงเงินเทาผ่านตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการ “ยกระดับ” การติดตามพฤติกรรมซื้อขาย และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจนอกระบบ

ขณะที่ กรมสรรพากร เริ่มมีบทบาทเชิงรุก! มากขึ้น ในการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง…รายได้ ภาษี และพฤติกรรมการเงิน

ส่วน กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ “ปิดช่อง!” เงินข้ามแดนและการเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบผ่านการค้าและพื้นที่ชายแดน

ทั้งหมดนี้ มันได้สะท้อนถึงการ “เปลี่ยนผ่าน?” ของรัฐไทย จากที่เคยทำหน้าที่เพียงแค่…กำกับที่เน้นเอกสารและการรอให้ความผิดเกิดขึ้น!

ไปสู่…การใช้ข้อมูล พฤติกรรม และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเชิงรุก!

กับสมมติฐาน…เงินอาจยังไม่ถูกชี้ว่า “ผิดกฎหมาย?” แต่หากพฤติกรรม “เริ่มผิดรูปแบบ” ระบบตรวจสอบ…จะต้องเริ่มทำงานทันที! และพร้อม “ส่งต่อ” ไปสู่กระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ต่อไป

ผลสะเทือน! ที่กำลังจะตามมา นั่นคือ เงินสด…จะมีต้นทุนทางกฎหมายสูงขึ้น! ธุรกิจสุจริต…จะต้องเตรียมคำอธิบายและเอกสารมากขึ้น

ขณะที่ “ตัวกลาง” ทางการเงิน…จะกลายเป็น “ด่านหน้า” ของความรับผิดชอบ

สิ่งต่างๆ ที่ใกล้จะเกิดขึ้นในอีกไม่เพลาหน้านี้ อาจไม่ทำให้ “เงินเทา” หายไปจากระบบการเงินในทันที แต่จะถูกบีบให้…การเคลื่อนย้ายเงินสกปรกทำได้ยากขึ้น เสี่ยงขึ้น และทิ้งร่องรอยมากขึ้นในทุกจุดของระบบการเงินในประเทศไทย

ถึงบรรทัดนี้…ความท้าทายของรัฐ ไม่ใช่เพียงการ “เข้ม!” แต่ต้อง “แม่นยำและเป็นธรรม”

เช่นกัน…การใช้ข้อมูลการเงิน และ AI จะต้องมาพร้อมกับ “หลักประกันสิทธิ” และ “ความโปร่งใส” เพื่อไม่ให้…ผู้สุจริตกลายเป็น “ผู้รับผลกระทบ”

หากรัฐสามารถจะ “รักษาสมดุล” นี้ได้…การปราบปราบอาชญากรรมเศรษฐกิจเชิงระบบ! จะไม่เป็น…อุปสรรคต่อระบบเศรษฐกิจไทย

ทว่า…มันจะกลายเป็น “ฐานราก” แห่งความเชื่อมั่นใหม่ของระบบการเงินไทย และเป็น…ก้าวสำคัญ ในการ “ดึง” เงินใต้ดิน ให้กลับขึ้นมาอยู่ในระบบ…อย่างยั่งยืน ต่อไป!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password