รายได้สูงบนกระดาษ?

(จากโครงการรัฐบาล 12 ปี สู่ประเด็นสำคัญ? ใครจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รวยขึ้น!)

ในวันที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก อีกด้านหนึ่ง กระทรวงการคลัง กำลังคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมอีกหลายล้านคน ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความขัดแย้ง หากแต่เป็นคำถามสำคัญตามมา นั่นคือ…การเติบโตในอนาคต จะส่งผลถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มากน้อยเพียงใด?

2 ข่าวใหญ่ที่สะท้อนโจทย์เดียวกัน :

ณ ห้วงเวลาที่ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้า ประกาศวิสัยทัศน์ “ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี” ผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ ไทยติด 20 อันดับแรกของโลกด้านขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง เอง ก็กำลัง “ตรวจสอบสิทธิ” ของผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง  วันสุดท้ายของการเปิดรับลงทะเบียน วานนี้ (22 มิ.ย.2569) พบว่า…มีผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคน

2 เรื่องนี้ อาจดูเป็น “คนละเรื่อง” แต่แท้จริงแล้ว…มันต่างก็สะท้อนโจทย์เดียวกัน! นั่นคือ…

ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่การเติบโตแบบใด?

และ คนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นมากน้อยเพียงใด?

ชาติอาจรวยขึ้น แต่คนส่วนใหญ่อาจไม่รวย :

การเป็น…ประเทศรายได้สูง! ไม่ได้หมายความว่า…ประชาชนส่วนใหญ่จะมี “ฐานะดีขึ้น” โดยอัตโนมัติ ต่อให้…

GDP อาจขยายตัว

รายได้เฉลี่ยต่อหัวอาจเพิ่มขึ้น

อันดับการแข่งขันของประเทศอาจสูงขึ้น

แต่หากความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม หรืออยู่ในคนเพียงบางกลุ่ม ประเทศก็อาจเข้าสู่สถานะ “ประเทศรายได้สูงบนกระดาษ” ได้เช่นกัน!!!

สำหรับความเป็น…ประเทศรายได้สูงบนกระดาษ หมายถึง ประเทศที่มีตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคและรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับสูง แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นอย่างทั่วถึง

อธิบายขยายความ ก็ประมาณ…สิ่งนี้ ไม่ได้หมายความว่า…ประเทศนั้นไม่มีความเจริญ แต่หมายถึงการที่ตัวเลขเศรษฐกิจระดับมหภาคเติบโตไปข้างหน้า “ได้เร็วกว่า” คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่

จนเกิด…สภาวะที่ประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น มีอันดับการแข่งขันดีขึ้น มีอุตสาหกรรมสมัยใหม่เพิ่มขึ้น แต่คนจำนวนไม่น้อย…ยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตามตัวเลขเหล่านั้น

โดยที่ ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ หรือเผชิญกับภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศรวยขึ้น! แต่คือ…จะทำอย่างไรให้คนไทยส่วนใหญ่รวยขึ้นไปพร้อมกัน???

โครงการ 12 ปี กับอายุรัฐบาล 4 ปี :

เป้าหมายประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ถือเป็น…เป้าหมายที่ยาวนานกว่า “วาระ” ของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งหลายเท่านัก

ในทางการเมือง รัฐบาลอาจมีอายุเพียง 4 ปี แต่ยุทธศาสตร์นี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปี!!!

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…ใครเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้? แต่คือ…ใครจะรับผิดชอบอีก 8 ปีที่เหลือ? มากกว่า

ประเทศไทยไม่เคยขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว สิ่งที่ขาดมาโดยตลอด นั่นก็คือ…ความต่อเนื่องของนโยบาย

และนั่นคือ…จุดที่ทำให้หลายโครงการในอดีต กลายเป็นเพียงนโยบายของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นนโยบายของรัฐ!!??

ปม “4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ไร้นักการเมืองอาชีพ :

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ…การขับเคลื่อน “4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ของรัฐบาลในครั้งนี้ มันไม่ได้มี “นักการเมืองอาชีพ” เข้าไปกำกับดูแลโดยตรงเลย!!??

แต่กลับเลือกใช้…เทคโนแครต ผู้บริหารมืออาชีพ และข้าราชการระดับสูง เป็นแกนหลัก…

รองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็น…ประธานอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ

รองนายกฯศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น…ประธานอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

รองนายกฯยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  เป็น…ประธานอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี

และมี รองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์  เป็น…ประธานอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

สิ่งนี้ อาจกำลังสะท้อนว่า…รัฐบาลต้องการแยก “การเมืองระยะสั้น” ออกจาก “ยุทธศาสตร์ระยะยาว”

หรืออีกนัยหนึ่ง นายกฯอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ที่ตัวเขาทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าพรรคฯ” อาจกำลังพยายาม “เปลี่ยน!” จาก…ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยนักการเมือง ไปสู่…

ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยมืออาชีพ ก็เป็นได้!!!

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “โมเดล” เช่นนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องทางนโยบาย และการยอมรับจากรัฐบาลชุดต่อไปด้วย

จากโครงการรัฐบาล สู่ฉันทามติของชาติ :

คำถามสำคัญที่สุด! จึงอาจไม่ใช่ว่า…พรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลต่อเนื่องอีก 12 ปีหรือไม่? แต่คือ…เป้าหมายประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ที่ว่านี้ จะสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็น “ฉันทามติของชาติ” ได้หรือไม่? มากกว่า!

นั่นเพราะว่า…หากภาคเอกชน ข้าราชการ นักวิชาการ พรรคการเมืองต่าง ๆ และภาคประชาชน ต่างยอมรับร่วมกันว่า…แนวคิดข้างต้น คือ…วาระแห่งชาติ แล้ว

ต่อให้รัฐบาลเปลี่ยน พรรคการเมืองเปลี่ยน หรือผู้นำเปลี่ยน แนวทางดังกล่าวก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้

อันเนื่องมาจากเหตุผลที่…โครงการอาจมีอายุเท่ากับอายุของรัฐบาล!!?? แต่หากเป็น “ฉันทามติของชาติ” แล้วล่ะก็ โครงการที่ว่านี้…ก็อาจจะมีอายุที่ยืนยาวกว่ารัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง โดยจะสอดรับกับ…แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะสิ้นสุดในปี 2580 ซึ่งมันสอดคล้องกับ กรอบเวลาของโครงการนี้ ได้อย่างแน่นอน!!!

ประเทศรายได้สูงที่แท้จริง :

ความสำเร็จของประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP ที่เพิ่มขึ้น หรืออันดับการแข่งขันที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่ควรวัดจาก “จำนวนคนไทย” ที่สามารถยืนได้ด้วยตนเองมากขึ้น โดยพิจารณาได้จากข้อมูลเหล่านี้ นั่นคือ…

มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น

มีความเหลื่อมล้ำลดลง

และ มีประชาชนที่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการแห่งรัฐลดลง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศรายได้สูงบนกระดาษ อาจสร้างได้ไม่ยากนัก แต่การสร้างประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างแท้จริงนั้น เป็นภารกิจที่ใหญ่เกินกว่ารัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งจะทำสำเร็จได้เพียงลำพัง!!!

และบางที โจทย์สำคัญที่สุด! ของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่การทำให้ GDP โตเท่านั้น หากแต่เป็น การทำให้การเติบโตนั้น “ส่งผล” ไปถึงคนไทยส่วนใหญ่ พร้อมกับ เปลี่ยนเป้าหมายของรัฐบาล ให้กลายเป็น…ฉันทามติของประเทศ

เพื่อให้คำว่า “ประเทศรายได้สูง” เป็นมากกว่า…ตัวเลขบนกระดาษ

และเป็น…ความมั่งคั่งที่ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสได้จริง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password