ศึกชิงมูลค่าเพิ่มยุค AI

(ไทยจะเป็นเจ้าของเศรษฐกิจใหม่ หรือเพียง ‘ผู้ให้เช่าไฟ–น้ำ’ และซื้อบริการกลับคืน)
รัฐบาลตั้งเป้า GDP 3% Plus ท่ามกลางการส่งออกและ FDI ที่พุ่งจาก AI–Data Center แต่เมื่อเครื่องจักรนำเข้า บริษัทส่วนใหญ่เป็นทุนต่างชาติ ใช้ไฟ–น้ำสูง และจ้างงานน้อย โจทย์จึงไม่ใช่ “รับหรือไม่รับ” หากคือไทยจะยึดมูลค่าเพิ่มไว้ได้เท่าใด ก่อนต้องซื้อบริการกลับคืนจากประเทศเพื่อนบ้าน
3% Plus—เป้าหมายหรือเพดานใหม่ :
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ประกาศเป้าหมายเมื่อหลายเดือน (10 เมษายน 2569) ถึง แผน “ยกระดับ” เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนสู่ 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี และใช้การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ
แต่ในอีกด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า…“ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากเศรษฐกิจโต 3% เราคงเสียใจ แต่วันนี้ถ้าโตได้ 3% เรากลับรู้สึกดีใจ” นั่นเพราะ…ศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดจากระดับ 7% เหลือ 5% 4% และราว 3% ตามลำดับ
ขณะที่ข้อมูล ธปท. ชี้ว่า…หลังโควิดเศรษฐกิจไทยช่วงปี 2564–2567 โตเฉลี่ยเพียง 2.2% และศักยภาพระยะต่อไปอยู่ราว 2.7%
ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ จึงชัดเจนว่า…3% Plus ไม่ใช่เพียงเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจรายปี หากเป็นการต่อสู้เพื่อยกเพดานศักยภาพประเทศ แต่ทว่า…คำถามสำคัญกว่าตัวเลข คือ GDP ที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ แรงงาน และรายได้ของคนไทยเพียงใด???
ส่งออกพุ่ง แต่เครื่องยนต์ทั้งคันยังวิ่งช้า :
ตัวเลขของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงความย้อนแย้งได้ชัด! การส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2569 โต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีโตถึง 48.4% จากกระแส AI และ Data Center แต่ กกร. กลับประเมิน GDP ทั้งปีไว้เพียง 1.6–2.0% แม้ปรับประมาณการส่งออกขึ้นเป็น 8–10%
เหตุผลคือ…สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีพึ่งวัตถุดิบและอุปกรณ์นำเข้าสูง ขณะที่ การผลิตและส่งออกสินค้าอื่นแทบทรงตัว เศรษฐกิจจึงมีลักษณะ K-Shape
ทุนและอุตสาหกรรมใหม่อยู่ขาบน ส่วน SMEs โรงงานเดิม แรงงาน และกำลังซื้อในประเทศอยู่ขาล่าง โดยไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI อย่างเท่าเทียม
เซิร์ฟเวอร์อยู่ไทย – มูลค่าเพิ่มอยู่ไหน :
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า…การส่งออกกลุ่มไฮเทคเกี่ยวกับ AI, Data Center และ Cloud Service เติบโตประมาณ 45% ขณะที่สินค้าอื่นโตเพียง 2%
โดย ผู้ผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไฮเทค 105 ราย เป็นบริษัทต่างชาติถึง 85 ราย ส่วน Data Center แต่ละแห่งใช้เงินลงทุนและพลังงานสูง แต่การจ้างงานโดยตรงอาจมีเพียง 30–40 คน และมี Local Content ราว 30% เทียบกับการลงทุนทั่วไปที่อาจอยู่แถว 70%
ข้อเท็จจริงนี้ ไม่ได้แปลว่า…อุตสาหกรรมดังกล่าวไม่มีคุณค่า แต่มันกำลังเตือนว่า…“มูลค่าโครงการ” ไม่เท่ากับ “มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในประเทศไทย” โครงการมูลค่าแสนล้านบาทอาจใช้เงินส่วนใหญ่ซื้อเซิร์ฟเวอร์ ระบบประมวลผล และอุปกรณ์จากต่างประเทศ เมื่อเปิดดำเนินการก็ใช้แรงงานไม่มาก ได้สิทธิภาษี และส่งกำไรกลับบริษัทแม่
ประเทศไทยอาจได้รายได้จากการก่อสร้าง ค่าไฟ ค่าโทรคมนาคมและบริการสนับสนุน แต่ไม่ได้ครอบครองเทคโนโลยีหรือกำไรส่วนใหญ่ สักเท่าใดนัก
หาก นโยบาย “วัด” ความสำเร็จ จาก…ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนเพียงตัวเดียว รัฐอาจเข้าใจผิดว่า…เงินลงทุนทุกบาทกลายเป็นรายได้ของคนไทย ทั้งที่ต้องหักมูลค่านำเข้า สิทธิภาษี ต้นทุนระบบไฟและน้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกำไรที่ไหลกลับต่างประเทศก่อน
ปฏิเสธทั้งหมด – ไทยอาจเสียสองต่อ :
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปว่า…Data Center เชื่อมโยงเศรษฐกิจต่ำ! ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลผลักการลงทุนออกไปทั้งหมด เพราะหากฐาน AI–Cloud ย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ภาครัฐ ธนาคาร โรงพยาบาล โรงงาน และธุรกิจไทยยังต้องใช้บริการ ไทยจะเสียประโยชน์มากถึง 2 ชั้น
ชั้นแรก ประเทศเพื่อนบ้านจะได้เม็ดเงินก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า โครงข่ายสื่อสาร บุคลากรทักษะสูง ภาษี และระบบนิเวศดิจิทัลที่เติบโตตามมา ชั้นที่สอง ไทยต้องจ่ายค่าบริการ Cloud การประมวลผล AI และการจัดเก็บข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง เงินจึงไหลออกในรูปการนำเข้าบริการ ขณะที่กำไร การวิจัย และการลงทุนรอบใหม่สะสมอยู่ในประเทศเจ้าบ้าน
ความเสียหายที่ลึกกว่าดุลบริการคือการสูญเสีย “จุดรวมตัวของเศรษฐกิจใหม่” เมื่อ Data Center ไปอยู่ที่ใด ผู้ให้บริการ Cybersecurity วิศวกรระบบ บริษัททำความเย็น ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ สตาร์ตอัป AI และสำนักงานระดับภูมิภาคย่อมมีแรงจูงใจไปรวมอยู่ใกล้กัน ประเทศเจ้าบ้านจึงไม่ได้ขายเพียงพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ แต่กำลังสร้างฐานอำนาจทางเทคโนโลยีในระยะยาว
รับทุกโครงการ – ไทยก็อาจขาดทุน :
อีกสุดขั้วหนึ่ง คือ…การแย่งดึงทุกโครงการด้วยไฟราคาต่ำ ยกเว้นภาษียาวนาน และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้โดยไม่คิดต้นทุนเต็ม หากโครงการนำเข้าอุปกรณ์เกือบทั้งหมด จ้างงานน้อย ใช้น้ำมาก และไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยี ประเทศไทยอาจเหลือเพียงรายได้ค่าไฟ แต่ต้องแบกรับโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟ น้ำสำรอง คาร์บอน และต้นทุนโอกาสจากทรัพยากรที่ไม่สามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่น
ดังนั้น การตั้งในไทยไม่ใช่ชัยชนะโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการตั้งต่างประเทศไม่ใช่ความเสียหายทั้งหมด เพราะไทยประหยัดทรัพยากรและเงินอุดหนุนบางส่วน ตัวชี้ขาดต้องเป็นผลประโยชน์สุทธิ – not location alone – ไม่ใช่เพียงคำว่า Digital Hub บนเอกสารประชาสัมพันธ์
เปลี่ยน KPI – จากเงินลงทุนสู่มูลค่าเพิ่มสุทธิ :
รัฐบาลควร เปลี่ยนสูตร ประเมินโครงการ เป็น “มูลค่าเพิ่มสุทธิที่เหลือในไทย” โดยรวม…ค่าจ้างคนไทย การซื้อสินค้าและบริการในประเทศ ภาษี การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ และประโยชน์ด้านความมั่นคง แล้วหักสิทธิภาษี ต้นทุนไฟ – น้ำ เงินลงทุนโครงข่าย ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มูลค่านำเข้า และกำไรที่ส่งกลับต่างประเทศ
ตัวชี้วัดใหม่ ต้องติดตามผลหลังเปิดดำเนินการ ไม่ใช่…วัดเฉพาะวันที่อนุมัติโครงการ สิทธิประโยชน์ควรทยอยให้ตามผลงานจริง เช่น สัดส่วนจัดซื้อจากบริษัทไทย จำนวนบุคลากรไทยทักษะสูง งานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ตลอดจน การตั้งทีมพัฒนา AI หรือศูนย์วิจัยในประเทศ
3 ชั้นยุทธศาสตร์ – ไม่เปิดหมด ไม่ปิดหมด :
ชั้นแรก “Sovereign Core” ข้อมูลรัฐ การเงิน สุขภาพ พลังงาน โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ต้องมีฐานจัดเก็บ ระบบประมวลผล และระบบสำรองในประเทศ เพื่อรักษาอธิปไตยข้อมูล ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และอำนาจบังคับใช้กฎหมาย
ชั้นที่สอง “Strategic Data Center” เปิดรับการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ผูกสิทธิประโยชน์กับ Local Content การถ่ายทอดเทคโนโลยี คนไทยในตำแหน่งวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ การใช้พลังงานสะอาด และการรับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายจริง โครงการที่ใช้ทรัพยากรสูงแต่สร้างประโยชน์ต่ำต้องได้สิทธิน้อยหรือไม่ได้รับการส่งเสริม
ชั้นที่สาม “Open Cloud Market” บริการทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับข้อมูลอ่อนไหวควรเปิดแข่งขันข้ามพรมแดน เพื่อให้ธุรกิจไทยมีทางเลือกและไม่ถูกผูกขาด แต่ต้องมีระบบภาษีบริการดิจิทัล กติกาคุ้มครองข้อมูล และมาตรฐานการโอนข้อมูลที่ชัดเจน
จากผู้ให้เช่าไฟ – น้ำ สู่เจ้าของระบบนิเวศ :
มาตรการของ BOI ที่กำหนดให้โครงการดิจิทัลบางประเภทใช้ Data Center ในไทย จ้างบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีทีมไทยร่วมกิจกรรมจัดการข้อมูล เป็น…จุดเริ่มต้นที่ถูกทิศทาง
แต่ โจทย์ต่อไปต้องไกลกว่าการจ้างงานขั้นต่ำ รัฐต้องใช้ตลาดไทยและสิทธิประโยชน์เป็นอำนาจต่อรองให้บริษัทต่างชาติตั้งทีมวิศวกรรม ทำวิจัยร่วมกับสถาบันไทย เปิดโอกาสให้ SMEs เข้าห่วงโซ่อุปทาน และสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ
เป้าหมายไม่จำเป็นต้องให้ไทยผลิตเซิร์ฟเวอร์ทุกชิ้นหรือเป็นเจ้าของ Cloud ทุกระบบ แต่ต้องทำให้ประเทศไทยถือครองส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้น ตั้งแต่…การออกแบบระบบ ความปลอดภัยไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนา AI ไปจนถึงบริการดิจิทัลที่ส่งออกได้
หากทำได้ Data Center จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เพียงโรงงานใช้ไฟขนาดใหญ่ แค่นั้น
3% Plus ต้องโตถึงคนไทย :
บททดสอบของนโยบาย 3% Plus จึงไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลข GDP ขยับจาก 2% ขึ้นไปแตะ 3% แต่ต้องตอบให้ได้ ว่า…ใครเป็นเจ้าของรายได้ เทคโนโลยี งานทักษะสูง และกำไรที่เกิดจากการเติบโต หากตัวเลขส่งออกเพิ่มเพราะสินค้านำเข้ามาประกอบ หาก FDI เพิ่มแต่กำไรไหลกลับ และหาก Data Center เพิ่มแต่ธุรกิจไทยได้เพียงค่าไฟ เศรษฐกิจก็อาจโตโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึก
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือก ระหว่าง…การเป็นผู้ให้เช่าไฟ–น้ำกับการปิดประตูหนีเศรษฐกิจดิจิทัล ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ คือ…ใช้ทรัพยากร ตลาด และทำเลของไทยต่อรองเพื่อยึดมูลค่าเพิ่ม สร้างคน สร้างเทคโนโลยี และรักษาข้อมูลสำคัญไว้ในประเทศ
สุดท้าย! โจทย์ไม่ใช่ว่า…ไทยดึงเงินลงทุนได้กี่แสนล้านบาท แต่หลังหักเครื่องจักรนำเข้า กำไรส่งกลับ สิทธิภาษี และต้นทุนไฟ–น้ำแล้ว ประเทศไทยเหลืออะไร?
นั่นเพราะ…หากเซิร์ฟเวอร์อยู่ในไทย แต่มูลค่าเพิ่มอยู่กับคนอื่น – GDP 3% Plus ก็อาจเป็นเพียงความสำเร็จบนหน้ากระดาษ ไม่ใช่เศรษฐกิจใหม่ที่คนไทยเป็นเจ้าของ!!!.






