เลิก MOU 44 – หั่น ‘ใบสั่ง?’

(เมื่อไทยถอนตัวจากเกมการเมือง สู่…สนามกฎหมายโลก ‘เดิมพันใหม่’ ที่ไม่อิงความรู้สึกใคร???)

โลกจับตา รัฐไทยเดินเกมยุติ MOU 2544 ที่เป็นมากกว่า…การ “จบข้อตกลง” ที่ล้มเหลวตลอด 25 ปี เพราะมันคือ…การเปลี่ยน “กติกา” ของทั้งเกม! จากการเมืองแบบ “ต่อรอง” ตามอารมณ์ของ “ผู้นำ” อีกฝั่ง สู่ “กฎหมายสากล (UNCROS) ที่ตัดสินด้วยหลักการ! น่าสนใจ…จุดเปลี่ยน! จะออกหน้าไหน? ไทยกำลังก้าวสู่ความได้เปรียบ? หรือเดินเข้าสู่เกมที่ควบคุมได้ยากขึ้น!!??

การตัดสินใจ “ยกเลิก” บันทึกความเข้าใจ MOU 2544 ระหว่าง…ไทย–กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงของไทย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569

สิ่งนี้…ไม่ใช่เพียงการ “ยุติ” กลไกที่ไร้ประสิทธิภาพ หากแต่เป็น “การเปลี่ยนสนาม” ของความขัดแย้งจากพื้นที่การเมือง ไปสู่…เวทีของกฎหมายสากลอย่างเต็มรูปแบบ

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา MOU 2544 ถูกออกแบบมาให้เป็น “กรอบ” การเจรจาแบบเฉพาะตัว เพื่อประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง

โดยเฉพาะ เรื่องเขตแดนและทรัพยากรพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน!!!

อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าว กลับไม่สามารถนำไปสู่ “ข้อยุติ” ได้จริง! ซ้ำยังติด “กับดัก” ของเงื่อนไข “แพ็กเกจเดียว” ที่บังคับให้การแบ่งเขตแดน และการพัฒนาทรัพยากรต้องเดินไปพร้อมกัน

จนกลายเป็น “วงจร” ที่ยากจะคลี่คลายได้ง่ายๆ

ในบริบทเช่นนี้ การยกเลิก MOU 2544 จึงเป็นการยอมรับโดยพฤตินัย ว่า “กรอบเดิมล้มเหลว” และถึงเวลาเปลี่ยนไปใช้กติกาที่มีความชัดเจนและเป็นสากลมากกว่า

นั่นคือ…อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่ต้องพิจารณาภายใต้บริบทของความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่เคยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจอย่างแท้จริง!!!

รัฐกัมพูชา…ได้ใช้ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ชาติ เป็น “เครื่องมือ” สร้างความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งไม่เพียงกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐเท่านั้น แต่ยัง “ส่งผลทางอ้อม” ต่อการหล่อหลอมทัศนคติของชาวกัมพูชาต่อไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เมื่อ ประวัติศาสตร์ถูกทำให้เป็น “เครื่องมือ” มากกว่าจะเป็น “บทเรียน” ดังนั้น การรับรู้ของสังคมกัมพูชา ย่อมถูกกำกับด้วยอารมณ์และอัตลักษณ์ มากกว่า…ข้อเท็จจริงและหลักการที่ควรจะเป็น???

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ส่งผลให้การเจรจาในกรอบ MOU 2544 จึงไม่ได้อยู่บนเวทีการพูดคุยเชิงเทคนิค แต่ถูกแทรกแซงด้วย “แรงกดดัน” ทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ

โดยเฉพาะ ฝั่งกัมพูชา ที่…ความชอบธรรมของ “ผู้นำ” ตั้งอยู่บนการยึดโยงอธิปไตยและประวัติศาสตร์!!!

นี่คือ…เหตุผลสำคัญที่ทำให้กลไกแบบ “ยืดหยุ่น” อย่าง MOU 2544 ไม่อาจจะผลักดันให้เดินหน้าได้จริง เพราะความยืดหยุ่นดังกล่าว ถูกใช้เป็น “พื้นที่ต่อรอง” ทางการเมือง มากกว่าจะเป็น…เครื่องมือแก้ปัญหา

ในมุมนี้ การยกเลิก MOU 2544 จึงไม่ใช่การทำให้ความสัมพันธ์ “แย่ลง” อย่างมีนัยสำคัญ? เพราะในความเป็นจริง! ความสัมพันธ์ในมิติของความไว้วางใจเชิงลึกนั้น ไม่ได้อยู่ในระดับที่มั่นคงอยู่แล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนไป! ไม่ใช่…ระดับความสัมพันธ์ แต่คือ “วิธีการจัดการกับความขัดแย้ง”

จากเดิมที่อิงกับ “ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล” และ “การเมืองระหว่างผู้นำ” ถูกปรับไปสู่…ระบบที่อิงกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้

การหันไปใช้ UNCLOS ทำให้ไทยสามารถยืนอยู่บนหลักการสากล โดยไม่ต้องผูกพันกับ “การตีความ” ทางประวัติศาสตร์ หรือแรงกดดันทางอารมณ์ของอีกฝ่าย

หลักการอย่าง…เส้นมัธยฐาน (equidistance) และ แนวคิดเรื่องความเป็นธรรม (equitable solution) เปิดโอกาสให้ข้อพิพาทถูกพิจารณาในกรอบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น UNCLOS ยังมีกลไกการ “ระงับข้อพิพาท” ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) หรือ อนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ MOU 2544 ไม่เคยมี

นั่นหมายความว่า…หากการเจรจาทวิภาคีล้มเหลว ก็ยังจะมี “ทางออกสุดท้าย” ที่ไม่ขึ้นกับความสมัครใจของ “คู่กรณี” เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กรอบกฎหมายสากล นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า…ไทยจะได้เปรียบในทุกมิติ!!??

เพราะในขณะที่ UNCLOS ให้ความชัดเจนทางกฎหมาย ทว่าสิ่งนี้ มันได้ “ลดทอน” ความยืดหยุ่นทางการเมืองไปพร้อมกันด้วย

หนึ่งในผลกระทบที่สำคัญ? นั่นคือ…การหายไปของแนวคิด “การพัฒนาร่วม” (Joint Development) ซึ่งเคยเป็นความหวังในการนำทรัพยากรพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

แม้จะยัง ไม่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม! แต่ก็เป็นช่องทางที่ “เปิดโอกาส” ให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ

แต่เมื่อไม่มีกรอบดังกล่าว การพัฒนาอาจต้องรอจนกว่า…การแบ่งเขตแดนจะได้ข้อยุติ? ซึ่งในกรอบกฎหมายสากลอาจใช้เวลานานหลายปี หรือแม้แต่เป็นทศวรรษกันเลย

อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม นั่นก็คือ…บทบาทของ “ชาติมหาอำนาจ” โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชาอย่างชัดเจน

การเดินทางเยือนไทยของ นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการตัดสินใจยกเลิก MOU 2544 แม้อาจไม่ใช่ “ไฟเขียว” อย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึง การรับรู้และการยอมรับได้ในระดับหนึ่ง!!??

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จีนไม่มีแรงจูงใจที่จะ ผลักดันให้ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชารุนแรงขึ้น! นั่นเพราะ เกรงจะกระทบต่อ…เสถียรภาพของภูมิภาคและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (One Belt One Road) ของตนเอง

ขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ต้องการสร้าง “บรรทัดฐาน” ที่ทำให้ข้อพิพาททางทะเล! ถูกตัดสินโดย “กลไกสากล” มากเกินไป ซึ่งอาจย้อนกลับมากระทบต่อ “จุดยืน” ของตนในทะเลจีนใต้ได้

ดังนั้น บทบาทของจีน จึงอยู่ในลักษณะ “ควบคุมอุณหภูมิ” มากกว่า…การกำหนดทิศทางโดยตรง!

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลและเงื่อนไขข้างต้นแล้ว “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จึงเห็นว่า…การยกเลิก MOU 2544 ถือเป็นการตัดสินใจที่มีทั้ง…โอกาสและความเสี่ยง! ในเวลาเดียวกัน

โอกาส คือ…การหลุดพ้นจากกรอบที่ไม่เคยนำไปสู่ข้อยุติ และการยืนอยู่บนกติกาสากลที่มีความชัดเจน

ส่วน ความเสี่ยง คือ…การสูญเสียความยืดหยุ่น และการเข้าสู่กระบวนการที่ยาวนานและควบคุมผลลัพธ์ได้จำกัด

ท้ายที่สุด! ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “ความสัมพันธ์จะตึงตัวหรือไม่? อย่างไร?” หากแต่ไทย…จะยังสามารถบริหารความตึงตัว ภายใต้ “กติกาใหม่” ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้แค่ไหน? เพียงใด? มากกว่า

เพราะแม้…ระหว่าง 2 ประเทศ ความไม่ราบรื่นข้างต้น…อาจเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ? แต่อะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจน! มันย่อมดีกว่า…ความไม่ราบรื่นที่ไร้ทิศทางและไร้กลไกควบคุม?

และใน เกมใหม่ นี้ สิ่งที่ไทยกำลัง “เดิมพัน” อาจไม่ใช่เพียง…เส้นเขตแดนในทะเล? แต่มันคือ…ความสามารถในการยืนอยู่บนหลักการ โดยไม่ “ถูกดึง” กลับไปสู่…เกมการเมืองแบบเดิมเหมือนในอดีต

โดยเฉพาะ ในเกมที่ต้อง “อิงแอบ” อยู่กับ…ความรู้สึกของใครบางคน?

ตรงนี้ สำคัญมากยิ่งกว่า และต้องจับตามองว่า…รัฐไทยจะทำเยี่ยงใด???.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password