กันช็อคเศรษฐกิจ…ไฟสงคราม!!??

(จุดยืน ‘รัฐไทย’ ยืนข้างพลเมือง พร้อมเปิด ‘วอร์รูม’ รับแรงกระแทกเศรษฐกิจจากแรงปะทะ! ตะวันออกกลาง)

“ไม่เลือกข้างความขัดแย้ง” คำประกาศของรัฐบาลไทย ที่เลือกข้างความปลอดภัยคนไทยและเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลาง เผย! ไทยพร้อมเปิดศูนย์อพยพควบคู่ Economic War Room เป็นศูนย์บัญชาการกันแรงกระแทกพลังงาน การค้า การเงิน และความเชื่อมั่น

สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มขยายวงกว้าง กำลังทดสอบ “ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ” ของหลายประเทศ รวมถึงไทย ในฐานะ…“ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ” และมีแรงงานกว่าหนึ่งแสนคนทำงานอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว

ภายใต้แรงกดดันนี้ “จุดยืน!” ของรัฐบาลไทย ถูกวางอย่างระมัดระวังและมีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน นั่นคือ…ไทยไม่เลือกข้างความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิสราเอล ฝ่ายหนึ่ง และอิหร่าน อีกฝ่ายหนึ่ง แต่เลือกที่จะยืนข้าง “ความปลอดภัยของคนไทย” และ “เสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ” เป็นลำดับแรก!!!

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่า…แม้ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่มีพี่น้องประชาชนหลายหมื่นคนในพื้นที่เสี่ยง

“รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยปลอดภัยและได้กลับมาตุภูมิโดยเร็วที่สุด”

พร้อมสั่งการกระทรวงการต่างประเทศ เร่งจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์” และจัดเตรียมอากาศยาน “รับคนไทย” จากอิหร่านและอิสราเอล กลับบ้าน

คำย้ำของ นายกฯอนุทิน ที่ว่า…“คนไทยไม่มีวันทอดทิ้งกัน” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง หากแต่เป็นการส่งสัญญาณความมั่นใจเชิงรัฐศาสตร์ ว่า…รัฐบาลเลือกบริหารความเสี่ยงจาก “ฐานพลเมือง” ก่อน

นั่นเพราะ…มีแรงงานไทยในตะวันออกกลาง รวมกันกว่า 110,000 คน และสิ่งนี้…ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข หากคือ…รายได้ครัวเรือน การส่งเงินกลับประเทศ และเสถียรภาพทางสังคม

ดังนั้น การเร่งอพยพและจัดระบบรองรับเมื่อเดินทางกลับไทย ก็คือ…การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งภายนอกลุกลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจภายใน

ขณะเดียวกัน ในมิติด้านเศรษฐกิจมหภาค ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้สั่งตั้ง Economic War Room รวมหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ ธปท. ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประเมินแรงส่งผ่าน 6 ช่องทางอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่า…

“พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นเพียงพอรองรับความผันผวนจากภายนอก”

ถ้อยคำดังกล่าวมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการสื่อสารกับตลาดการเงินโดยตรงว่า…ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนแข็งแกร่ง

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลต้องการย้ำว่า…ความผันผวนอาจเกิดขึ้น แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่เปราะบาง

ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ “โฆษกกระทรวงการคลัง” ระบุชัดว่า ช่องทางที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือพลังงาน การค้า และตลาดการเงิน โดยเฉพาะความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบและ LNG หากเส้นทางขนส่งสำคัญได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนไฟฟ้า ค่าระวางเรือ และค่าเงินในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อไทยปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ผลกระทบด้านราคาสินค้าในประเทศ “น่าจะอยู่ในวงจำกัด หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ” นี่คือ…การวางกรอบความคาดหวังเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้ตลาดตีความเกินจริง

ในแนวรบพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน และยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองรวมใช้งานได้ราว 60 วัน ทั้งยังสั่งเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย เลื่อนแผนซ่อมบำรุง และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังน้ำเต็มกำลัง พร้อมเตรียมใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยหากราคาตลาดโลกปรับสูงขึ้น

โดยย้ำว่า “ยังไม่กระทบปริมาณสำรองและราคาในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก”

คำยืนยันดังกล่าวคือ…การกัน “แรงกระแทกด้านความเชื่อมั่น” นั่นเพราะ…ในวิกฤตพลังงาน ความตื่นตระหนกสามารถสร้างผลกระทบมากกว่าปริมาณน้ำมันจริงในคลัง

เมื่อวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ แรงกระแทกระยะสั้นมีแนวโน้มเกิดในสามระดับ ระดับแรกคือความผันผวนด้านราคาและค่าเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วที่สุด ระดับที่สองคือแรงกดดันด้านต้นทุนผู้ประกอบการ หากค่าระวางและเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น และระดับที่สามคือผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและนักท่องเที่ยว หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินคาด

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปัจจุบันยังเข้าข่าย “ตึงแต่ควบคุมได้” มากกว่าจะเป็นช็อกโครงสร้าง หากไม่มีการปิดเส้นทางพลังงานสำคัญอย่างรุนแรง กลไกวอร์รูมจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนการรับมือจากแบบตั้งรับรายกระทรวง ไปสู่การบัญชาการแบบรวมศูนย์ มีข้อมูลเดียว มาตรการเดียว และจังหวะเดียว

ความท้าทายของรัฐบาลในช่วง 2–4 สัปดาห์จากนี้ ไม่ได้อยู่ที่การประกาศมาตรการใหม่จำนวนมาก แต่คือ การรักษาความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่ต่อเนื่อง โปร่งใส และมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจน หากราคาพลังงานหรือค่าเงินบาทผันผวนถึงระดับใด จะใช้เครื่องมือใด และใช้ในขอบเขตใดโดยไม่กระทบวินัยการคลัง

ท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้กำลังเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐไทยในการบริหารความไม่แน่นอนระดับโลก โดยไม่ปล่อยให้แรงกระแทกภายนอกสั่นคลอนเสถียรภาพภายใน

การยืนข้างพลเมืองของตนเอง และการใช้วอร์รูมเป็นศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจ คือคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยเลือกในเวลานี้ และจะเป็นตัวชี้วัดว่า…

รัฐบาลสามารถ “กันช็อก” ได้เพียงใดในระยะสั้น ก่อนที่เกมภูมิรัฐศาสตร์จะกำหนดทิศทางโลกในระยะต่อไป.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password