สงครามเวลา?

(ดอกเบี้ยลง 0.25% กับมติ กนง. 4:2 สะท้อนชัดว่า ‘ภาครัฐ…ช้าไม่ได้แล้ว!!??’)

มติไม่เอกฉันท์? ของ กนง. สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทย ยังอยู่ใน “จุดเปราะบาง” และทุกการตัดสินใจที่ล่าช้า อาจมี ต้นทุนที่สูงขึ้น! จำเป็นที่ “รัฐบาล – กระทรวงการคลัง – แบงก์ชาติ” ต้องเดินจังหวะเดียวกัน เพราะเกมนี้ คือ…สงครามเรื่อง “เวลา”

ดอกเบี้ยลง 0.25% อาจดูเล็ก แต่เสียง 4:2 บอกชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังทดสอบ “จังหวะ” ของธนาคารกลาง และความล่าช้าอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่คิด

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เกริ่นด้วยประโยคข้างต้น? มีเหตุผลมาจากผลการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

กับ มติ 4 ต่อ 2 “ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” สู่ระดับ 1.00% สิ่งนี้…ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลายเชิงเทคนิค หากแต่เป็นการขยับเชิงสถาบัน???

จากโหมด “ตั้งรับและรอดู” ไปสู่โหมด “เร่งจังหวะ” ภายใต้บริบท…เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ มีฟื้นตัวแบบ K-shaped แถมยังมีภาวะความเสี่ยง ปม เงินเฟ้อต่ำ และสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง

แต่นั่น…ยังไม่เท่ากับความเสี่ยงของค่าเงินบาทที่แข็งตัวมากและนานเกินไปแล้ว!!??

นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชี้แจงว่า…กนง.เสียงข้างมาก เลือก front-load (การเร่งดำเนินมาตรการ) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและบรรเทาภาระหนี้ ขณะที่เสียงส่วนน้อยยังเน้นการรักษา policy space และรอประเมินผลส่งผ่านของการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา

ความแตกต่างจึงอยู่ที่ “เวลา” ไม่ใช่ “ทิศทาง”

และนั่นเอง…ที่ทำให้ 4:2 กลายเป็นสาระสำคัญกว่าตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง 0.25%!!??

ในบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจ! สิ่งนี้…ยิ่งทำให้ “มติ กนง.” ครั้งนี้มีนัยยะมากขึ้น???

“รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “อนุรักษ์นิยมหัวก้าวหน้า” ต้องการจะเห็นนโยบายการเงินและการคลัง ก้าวเดินในจังหวะเดียวกัน

การได้ นายวิทัย รัตนากร ที่มีพื้นเพการดำเนินงานด้านการคลัง และแนวคิดเชิงรุก! มาเป็น…ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ยิ่งทำให้ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง มั่นใจว่า…จะช่วยลดความเสี่ยง “นโยบายคนละทาง” ได้

อีกทั้ง ยังจะ “เปิดพื้นที่” ประสาน “มาตรการเฉพาะจุด!” กับกระทรวงการคลังได้รวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ เคยเน้นย้ำว่า…“นโยบายการคลังและการเงิน จะต้องเดินคู่กัน หากจังหวะไม่สอดรับกัน ผลลัพธ์จะด้อยลงทันที!!!”

และเป็น ผู้ว่าฯวิทัย ที่เคยกล่าวสอดรับกันในทำนอง…การกำหนดนโยบายในยุคนี้ จะต้องอ่านเศรษฐกิจเชิงรุก! ให้มากขึ้น พร้อมยืนยันว่า…

“การทำงานบนหอคอยงาช้าง จะไม่มีในแบงก์ชาติยุคนี้”

นั่นเพราะ… โจทย์เศรษฐกิจไทย “จะไม่เปิดพื้นที่” ให้กับการตัดสินใจที่ล่าช้าอีกต่อไป!!!

อย่างไรก็ดี DNA แห่งความระมัดระวัง และความเป็นอิสระของ “แกนนำบางกลุ่มในแบงก์ชาติ” ยังคงทำงานเข้มแข็ง และยังผลให้ มติ กนง.ล่าสุด ออกมาในลักษณะ “ไม่เอกฉันท์” อย่างที่ได้เห็นกัน…

เสียง 4:2 จึงเป็นทั้ง “หลักฐาน” ของการขยับตัว? และ “ร่องรอย” ของแรงเสียดทานที่ยังคงดำรงอยู่ในทุกวันนี้…

คำถามเชิงยุทธศาสตร์ต่อจากนี้ จึงมีประเด็นที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ให้ความสนใจ กล่าวคือ…

1.“ประสิทธิผลการส่งผ่าน” ลดดอกเบี้ยแล้ว เครดิตต้องไหลจริง! ไม่ใช่หยุดที่ MOR/MLR/MRR บนกระดาษ แม้ ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารกรุงเทพ จะขานรับลดอัตราเร็ว?

แต่หากเกณฑ์อนุมัติยังเข้ม!

สินเชื่อใหม่ไม่ขยาย และต้นทุนกู้ของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังแพง ภาวะการเงินจะยังตึงตัว และดอกเบี้ยที่ลดลง

ย่อมจะไม่ทำให้เกิด “แรงส่ง” ทางเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน!

2. “ค่าเงินบาท” การแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานซ้ำเติม “ผู้ส่งออก” ที่ได้มาร์จินบางมาก หากแรงกดดันค่าเงินไม่คลี่คลาย โอกาสจะลดดอกเบี้ยรอบใหม่ ก็จะยังเปิดกว้างอยู่ แม้ กนง. จะส่งสัญญาณเข้าสู่โหมด wait and see (หยุดนิ่งและรอดูสถานการณ์) แล้ว ก็ตาม

และ 3. “เสถียรภาพระยะกลาง” ดอกเบี้ยต่ำช่วยพยุง แต่ต้องระวัง! การสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน ทั้งหนี้ครัวเรือน โครงสร้างเครดิต และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน! ที่อาจเพิ่มความเปราะบางในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกกว่า…การตัดสินใจเชิงจังหวะ คำถามที่ใหญ่กว่านั้น ก็คือ ทำไมเศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะที่ต้อง “เร่งก่อนข้อมูลครบ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า???

คำตอบอยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งดอกเบี้ยแก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น…ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนระดับสูง การแข่งขันจากภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และการเติบโตที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมลดลง

ในมุมนี้ การลดดอกเบี้ย คือ “สะพานเวลา” เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอลึกลงไปอีก

แต่ “สะพานเวลา” นี้ จะรับน้ำหนักได้นานแค่ไหน? ขึ้นอยู่กับว่า…ฝั่งการคลังจะเร่งมาตรการยกระดับผลิตภาพ แก้ปัญหาการเข้าถึงทุนของ SMEs และกระตุ้นการลงทุนใหม่ได้เร็วเพียงใด???

หากไม่มีแรงเสริมเชิงโครงสร้าง การผ่อนคลายทางการเงิน ก็อาจกลายเป็นเพียงการประคอง แต่ไม่ใช่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ อย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง!!??

อีกด้านหนึ่ง…ปัจจัยภายนอกประเทศ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อการตัดสินใจ ทั้ง…ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษี และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ฯลฯ

หากปัจจัยเหล่านี้…เปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกระแทกรอบใหม่ และจะยิ่งทำให้การบริหาร policy space ของไทยซับซ้อนขึ้น!

ท้ายที่สุด มติ 4:2 ไม่ได้สะท้อนความแตกแยก!!! หากสะท้อน “สงครามเรื่องเวลา” ภายในธนาคารกลางของไทย ที่จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” ให้ดี ระหว่าง…

“ความเร็ว” กับ “ความมั่นคง”

และใน…เกมเศรษฐกิจรอบนี้ “ต้นทุน” ของคำว่า “ช้า” อาจสูงกว่า…ความเสี่ยงของคำว่า “เร็ว” ไปเสียแล้ว

นั่นเพราะ…สำหรับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเติบโตต่ำเรื้อรัง??? การจะรอให้ทุกอย่างชัดเจน แล้วค่อยออกนโยบายและผุดมาตรการใดๆ มาแก้ไข นั้น

อาจหมายถึง…การปล่อยให้โอกาสที่ดี “หลุดมือ” ไปอีกครั้ง!…ก็เป็นได้!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password