‘โอกาส–กับดัก’ อาหารทะเลไทยในตลาดสหรัฐฯ หลังภาษีนำเข้า

แม้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเปิดช่องให้สินค้าอาหารทะเลไทยบางกลุ่มกลับมาแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น แต่โอกาสนี้ยังจำกัดวงและเปราะบางต่อการเปลี่ยนนโยบายการค้า ค่าเงินบาท และคำตัดสินศาลสหรัฐฯ ศูนย์วิจัยกรุงไทยชี้ ทางรอดระยะยาวไม่ใช่การไล่แข่งราคาตามภาษี หากแต่ต้องเร่งลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน เพื่อเปลี่ยน “โอกาสเฉพาะหน้า” ให้เป็น “ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง”
น.ส.สรัลธร อลงกรณ์วุฒิชัย และ น.ส.ภวิกา กล้าหาญ “2 นักวิเคราะห์สาว” จาก ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS จัดทำบทความวิชาการหัวข้อ “โอกาสส่งออกของธุรกิจอาหารทะเลไทยไปยังสหรัฐฯ หลังการขึ้นภาษีนำเข้า” โดยชี้ว่า…
ไทยสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลจากแรงกดดันด้านต้นทุนทำให้ไม่สามารถแข่งขันราคาได้ :
สินค้าอาหารทะเลไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลอันดับ 2 รองจากจีน โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ช่วงปี 2005-2011 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทยเฉลี่ยสูงถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี และสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าอาหารทะเลจากไทยสูงราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ /ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12-15% ของการนำเข้าอาหารทะเลรวมของสหรัฐฯ ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี หลังจากปี 2012 ไทยเริ่มสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลของโลก ให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และเอกวาดอร์ อีกทั้งส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2024 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยลดลงไปอยู่ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลงกว่า 34% เมื่อเทียบกับปี 2011 หรือลดลงเฉลี่ย 3%CAGR ในช่วงปี 2012-2024 และมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียงราว 4% (มูลค่าราว 1.1 พันล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลของสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 7%CAGR และประเทศคู่แข่งมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2024 อินเดียมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 10% จาก 4% ในปี 2011 เป็นต้น

ต้นทุนการผลิต อาทิ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟฟ้า และต้นทุนแรงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าอาหารทะเลไทยเสียเปรียบคู่แข่ง :
- ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำของไทยสูงกว่าคู่แข่ง จากการพึ่งพาการนำเข้า อาทิ กากถั่วเหลืองและข้าวสาลี เนื่องจากค่าอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของต้นทุนการผลิต เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก ทำให้มีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ถูกกว่า หรือ เอกวาดอร์ที่ได้เปรียบทางด้านขนส่งจากการนำเข้าวัตถุดิบในทวีปอเมริกาใต้ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันซึ่งมีค่าขนส่งวัตถุดิบที่ต่ำ
- ค่าไฟฟ้าของไทยสูงกว่าคู่แข่งอีก 5 ประเทศอย่างชัดเจน ในปี 2024 ค่าไฟฟ้าของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ/kWh สูงกว่าอินเดียและเวียดนามที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ/kWh หรือสูงกว่าถึง 63% เนื่องจากไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเติมออกซิเจน ส่วนต่างของค่าไฟฟ้านี้จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งตั้งแต่ต้นน้ำ
- ต้นทุนแรงงานที่ไทยเสียเปรียบต้นทุนแรงงานที่อินเดีย เวียดนาม และจีนอย่างมาก รวมทั้งผู้ประกอบการไทยยังต้องรับภาระต้นทุนแฝงเกี่ยวกับการจัดแรงงานจากกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งเกิดขึ้นจากในอดีตที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เคยจัดให้กุ้งไทยจัดอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ (List of Goods Produced by Child Labor or Forced Labor) ในช่วงปี 2009-2024 และไทยเคยได้รับใบเหลือง Illegal, Unreported and Unregulated Fishing (IUU) หรือการแจ้งเตือนประเทศที่ทำการประมงผิดกฎหมายจากยุโรป ในช่วงปี 2015-2018 ส่งผลให้มีการบังคับใช้มาตรฐาน PIPO (Port-In Port-Out) และ GLP (Good Labour Practices) ในการจัดการแรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

ประเมินโอกาสการส่งออกอาหารทะเลไทยไปยังสหรัฐฯ หลังการขึ้นภาษีนำเข้า :
เมื่อพิจารณาด้านอัตราภาษีนำเข้า สินค้าอาหารทะเลไทยอาจมีโอกาสส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จากการที่ประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าไทย อาทิ ประเทศจีนที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 59% (รวมมาตรา 301) และ เวียดนาม 20% ขณะที่อินโดนีเซียถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับไทยที่ 19% อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ซึ่ง Krungthai COMPASS จะทำการวิเคราะห์ในส่วนถัดไป
Krungthai COMPASS ประเมินโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกอาหารทะเลไทย ไปยังสหรัฐฯ โดยพิจารณา 9 กลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีการส่งออกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015-2024) พบว่า อาหารทะเลไทย 2 กลุ่ม ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยทำการพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
- ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนจากค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าในช่วงปี 2015-2024
- ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทย สะท้อนจากการมีค่าความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ (Relative Comparative Advantage: RCA) มากกว่า 1
- ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี เมื่อเทียบกับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐฯ รายใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลทั้ง 9 กลุ่มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4% โดยยังคงมีความต้องการนำเข้าอาหารทะเลหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุ้งประป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาและเนื้อปลาแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป รวมทั้งปูและหอยแช่แข็งและแปรรูป แต่เมื่อพิจารณาความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ควบคู่กับค่าดัชนี RCA ของไทย จะพบว่า มี 6 กลุ่ม สินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพที่จะเติมเต็มความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ กุ้งกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป
จากนั้น พิจารณาปัจจัยที่ 3 ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี พบว่า 2 ใน 6 ของกลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีโอกาสแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง และ กุ้งแปรรูป จากการที่อันดับราคาไทยปรับดีขึ้นและส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับสินค้าของประเทศที่มีราคาถูกที่สุดแคบลง เมื่อเปรียบเทียบราคาก่อนและหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยกับประเทศคู่แข่งหลักอีก 5 ประเทศ
- ปลาทูน่ากระป๋อง: ไทยเป็นประเทศที่มีฐานความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว เดิมมีราคาก่อนภาษีอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีก 4 ประเทศ (ไม่พิจารณาอินเดีย เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกน้อย) หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้อันดับราคาของไทยจากลำดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและจีน ขึ้นมาเป็นลำดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และส่วนต่างราคาระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลงถึง 92%
- กุ้งแปรรูป: เดิมราคากุ้งแปรรูปของไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของกลุ่ม (แพงที่สุด) แต่หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ราคาของไทยขยับอันดับจากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 จากการที่อินเดียตกลงมาเป็นลำดับสุดท้ายของกลุ่ม อีกทั้งราคาส่วนต่างระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลง 24%
สำหรับสินค้าอาหารทะเลอีก 4 กลุ่ม พบว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังไม่ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบางกลุ่มจะมีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยปลาแปรรูปและกุ้งแช่แข็ง มีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกที่สุดกลับกว้างขึ้น ขณะที่กุ้งกระป๋องและปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป มีอันดับราคาคงเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังคงเสียเปรียบคู่แข่งเช่นเดียวกับก่อนการขึ้นภาษีนำเข้า

โอกาสในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าอาหารทะเลไทยจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เกิดขึ้นกับสินค้าเพียงบางกลุ่มและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากสหรัฐฯ ปรับลดภาษี หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการตัดสินของศาลพิพากษาสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในด้านการค้า อาทิ การยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพึ่งพาโอกาสจากภาษีเพียงอย่างเดียว ประกอบกับเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่ลดทอนประโยชน์ด้านราคาจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เดิมยังเผชิญข้อจำกัดด้านราคา ดังนั้น ในระยะข้างหน้าผู้ประกอบการจึงควรเร่งปรับตัว เพื่อความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ซึ่งจะกล่าวถึงแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในส่วนถัดไป
Krungthai COMPASS แนะนำ 3 แนวทางสำคัญ ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย :
1.ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น อาทิ
- การบำบัดและจัดการคุณภาพน้ำด้วยฟาร์มอัจฉริยะ (Precision Aquaculture) เนื่องจากการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต โดยเทคโนโลยี IoT ช่วยติดตามคุณภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น ไทยยูเนี่ยน นำเครื่องตีน้ำ (Aerators) ที่มีระบบ IoT ในการควบคุมโดยสามารถสั่งเปิด-ปิดเครื่องตีน้ำอัตโนมัติตามค่าออกซิเจน (DO) ที่วัดได้จริง พบว่าช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 20-30%1 รวมทั้งผลการศึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรที่ใช้ระบบนี้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 13% จากอัตรารอดของกุ้ง2
- ระบบคัดแยกอัตโนมัติ (Smart Sorting & Grading) ในการผลิตอาหารทะเลแปรรูป โดยการใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Hyperspectral Imaging และ AI สามารถตรวจจับตำหนิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น จุดดำใต้เปลือกกุ้ง เพื่อคัดแยกเกรดได้อย่างแม่นยำ ทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน โดยตัวอย่างผู้ประกอบการเวียดนามอย่าง TAIKA Seafood พบว่า ระบบนี้สามารถลดจำนวนแรงงานในการคัดแยกได้ถึง 70%3

2.สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยสินค้ามูลค่าสูง (Product Value Creation) สู่สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และ เทรนด์สุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดใหม่ๆ อาทิ
- คอลลาเจน ไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) และน้ำมันปลาที่สกัดจากหนังปลาทูน่า ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากกระบวนการแปรรูปปลา (By-product) ที่ผู้ประกอบการไทยอย่างไทยยูเนี่ยนพัฒนาและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ZEAVITA เพื่อเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก By-product ด้วยการใช้นวัตกรรม
- ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง โปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based Seafood) โดยใช้นวัตกรรมสร้างอาหารทะเลเสมือนจริง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Mantra โดย ฟู้ดโปรเจ็ค ได้พัฒนาอาหารทะเลจากพืชเป็น เนื้อปลา เนื้อปลาหมึก, กะปิเจ และข้าวเกรียบกุ้ง ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้ที่แพ้อาหารทะเล
3.ยกระดับสินค้าด้วยการรับรองจากมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เพื่อเจาะตลาดกำลังซื้อสูง (Premium Market) และเป็นคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีนโยบายการจัดซื้อสินค้า Sustainable Sourcing 100% โดยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อาทิ มาตรฐาน ASC, BAP, MSC และ MainTrust เป็นต้น
- มาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) และ Best Aquaculture Practices (BAP) ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยข้อมูลจากวารสาร Fisheries Science & Aquaculture ระบุว่า สินค้าที่รับรองมาตรฐานดังกล่าวสามารถทำราคาได้สูงกว่าและแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดกำลังซื้อสูง4 โดยในสหรัฐฯ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart, Costco และ Whole Foods ได้ให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาหารทะเลที่ยั่งยืน ทำให้สินค้าที่มีตรารับรอง ASC/BAP จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทย มารีนโกลด์ ได้เข้าร่วมโครงการ iBAP เพื่อยกระดับ Supply Chain ในเครือบริษัทให้เข้าสู่การรับรองรวมทั้งมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ASC
- มาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) ที่ให้การรับรองอาหารทะเลที่จับจากธรรมชาติที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ โดยเป็นมาตรฐานสำคัญในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯและยุโรป โดยผู้ประกอบการไทยอย่าง ไทยยูเนี่ยน ได้เริ่มจำหน่ายทูน่ากระป๋องที่ได้การรับรองจาก MSC ภายใต้แบรนด์ ซีเล็ค (SEALECT) ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างและเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ปลาทูน่า ที่บริษัทนำมาใช้ทั้งหมด ต้องมาจากแหล่งประมงที่ได้การรองรับจากมาตรฐาน MSC หรืออยู่ในขั้นตอนการยกระดับสู่ MSC
ทั้งนี้ การจะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยจำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 แนวทาง คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและการยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว

จากบทความข้างต้นของ “2 นักวิเคราะห์สาว” แห่ง Krungthai COMPASS นั้น “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เสริมมุมมองสรุปในเชิงกลยุทธ์ ดังนี้…
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย “ถอยจากตำแหน่งผู้นำ” ทั้งในตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง จากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าและแรงกดดันด้านมาตรฐานแรงงาน–สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ของไทยลดจากระดับ 12–15% (ช่วงปี 2005–2011) เหลือเพียง ราว 4% ในปี 2024 แม้มูลค่านำเข้าอาหารทะเลของสหรัฐฯ จะเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ก็ตาม
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างจาก “ภาษีสหรัฐฯ” :
การที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าอาหารทะเล โดยเฉพาะการเรียกเก็บอัตราสูงกับประเทศคู่แข่งหลัก เช่น จีน (59%) และเวียดนาม (20%) ขณะที่ไทยถูกเก็บในอัตรา 19% เปิด “หน้าต่างโอกาสด้านราคา” ให้สินค้าไทยบางกลุ่มกลับมาแข่งขันได้ดีขึ้น แต่เป็นโอกาสที่ เฉพาะเจาะจงและไม่ถาวร
เมื่อพิจารณาเชิงลึกด้วย 3 ตัวกรอง (ความต้องการนำเข้าของสหรัฐฯ, ค่า RCA, และความสามารถแข่งขันด้านราคาหลังภาษี) พบว่า มีเพียง 2 กลุ่มสินค้า ที่เข้าเงื่อนไขครบ ได้แก่
- ปลาทูน่ากระป๋อง: อันดับราคาขยับจากที่ 3 เป็นที่ 2 และส่วนต่างราคากับคู่แข่งที่ถูกที่สุดแคบลงถึง 92%
- กุ้งแปรรูป: อันดับราคาดีขึ้นจากที่ 6 เป็นที่ 5 และส่วนต่างราคาลดลง 24%
ขณะที่ สินค้าอาหารทะเลอื่น แม้บางกลุ่มอันดับราคาดีขึ้น แต่ “ช่องว่างราคา” ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
กับดักที่ต้องระวัง :
Krungthai COMPASS ชี้ชัดว่า…ความได้เปรียบจากภาษี เปราะบางและย้อนกลับได้ หาก…
- สหรัฐฯ ปรับลดภาษีหรือศาลสูงสุดตัดสินจำกัดอำนาจมาตรการ Reciprocal tariffs
- ค่าเงินบาทแข็งค่า กลบผลบวกด้านราคา
- คู่แข่งเร่งลดต้นทุนหรือยกระดับเทคโนโลยีเร็วกว่าไทย
วิเคราะห์ข้างหน้า | จาก “โอกาสเฉพาะหน้า” สู่ “ความได้เปรียบถาวร” :
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้
- ระยะสั้น (1–2 ปี): ไทยอาจ “ทวงพื้นที่” ในตลาดสหรัฐฯ ได้บางส่วน เฉพาะปลาทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป แต่จะเป็นการเติบโตแบบจำกัดวง
- ระยะกลาง–ยาว: หากยังพึ่งราคาและภาษีเป็นหลัก ไทยมีความเสี่ยง “กลับไปเสียเปรียบ” ทันทีเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
ยุทธศาสตร์ที่ควรเดิน (เหนือกว่าการรอจังหวะภาษี) :
เอกสารขาวชี้ไปที่ 3 แกนยุทธศาสตร์ ซึ่งในเชิงข่าว–เชิงนโยบาย สามารถตีความได้ว่าเป็น “การรีเซ็ตโครงสร้างอุตสาหกรรม”
- เทคโนโลยีลดต้นทุนจริง: ฟาร์มอัจฉริยะ, IoT, AI คัดแยก ช่วยลดค่าไฟ–แรงงาน และเพิ่มผลผลิต (ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์)
- สร้างมูลค่าเพิ่ม: จากอาหารทะเลดั้งเดิม สู่ Health food, Functional food และ Plant-based Seafood เพื่อหนีการแข่งขันด้านราคา
- ยืนบนมาตรฐานสากล: ASC, BAP, MSC เพื่อเข้าห่วงโซ่อุปทานระดับ Tier-1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งให้ “ราคาพรีเมียม + ความยั่งยืน”
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ :
ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ไม่ใช่ “ทางลัด” แต่เป็น “หน้าต่างเวลา” อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยจะกลับมาได้ ไม่ใช่เพราะราคาถูกกว่า แต่เพราะ ต้นทุนฉลาดกว่า สินค้ามีมูลค่าสูงกว่า และเชื่อถือได้มากกว่าในสายตาตลาดโลก
หมายเหตุ:
1Sustainability Report, Thai Union Group (2021)
2 A peek into HydroNeo’s cutting edge smart solution for small scale shrimp farming
3 Game changer: How Laitram Machinery’s SMART Sorter is revolutionizing shrimp processing
4 Eco–Certification in Aquaculture – Economic Incentives and Effects






