เทียบ 3 โมเดลเศรษฐกิจ

(‘คนละครึ่งพลัส : ล้างหนี้ : เปลี่ยนกติกา’ ศึกนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ กับ ‘เดิมพัน คะแนนเสียงเลือกตั้ง’69)

สนามเลือกตั้ง 2569 ขยับจากศึกตัวบุคคล สู่การตัดสิน “ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ” ผ่าน 3 โมเดลนโยบาย ฝั่ง“ภูมิใจไทย” ชูร่วมจ่าย – เห็นผลเร็ว ด้าน “เพื่อไทย” เดินเกมล้างหนี้–คืนศักดิ์ศรี ขณะที่ “พรรคประชาชน” เลือกเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจ หวังยืนระยะในระยะยาว

การเมืองไทย กำลังเข้าสู่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ “นโยบายเศรษฐกิจ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหาเสียง แต่กลายเป็น…คำตอบต่อคำถามพื้นฐานของสังคมไทย ว่า…

รัฐควรช่วยประชาชนอย่างไร? และควรพาเศรษฐกิจไทยเดินไปในทิศทางใด? หลังผ่านวิกฤตซ้อนวิกฤตตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การขยับเกมนโยบายของ 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน จึงสะท้อนภาพ…การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน!!!

แม้จะมุ่งเป้าไปยังฐานเสียงเดียวกัน คือ คนทำงาน, คนตัวเล็ก, เกษตรกร และครัวเรือนที่แบกรับภาระค่าครองชีพและหนี้สิน

ฝั่ง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ แกนนำรัฐบาล เลือกใช้ นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นหัวใจในชุด “พูดแล้วทำพลัส+”เพื่อสื่อสารภาพรัฐที่ลงมือทำได้ทันที!

รัฐช่วยจ่าย 50%, เพิ่มเพดานต่อวันเป็น 200 บาท, ขยายกลุ่มเป้าหมายถึงประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และตั้งเป้าครอบคลุม 20 ล้านสิทธิ

นโยบายนี้…ไม่ได้หยุดแค่การกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น แต่พยายามขยับไปสู่การ “ยกระดับ” ผู้ประกอบการรายย่อยผ่านการ Upskill/Reskill และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้วอย่างแอปเป๋าตัง

เมื่อผนวกเข้ากับท่าที ด้านความมั่นคง, การปราบสแกมเมอร์, ทุนสีเทา, การไม่สนับสนุนกาสิโน, การปฏิรูประบบบัตรทอง และการสนับสนุน อสม.

ภาพรวมนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงเป็น “รัฐที่ช่วยจ่าย เห็นผลเร็ว และคุมเกมความมั่นคง”

จุดแข็ง! คือ ความจับต้องได้และการรับรู้ผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน แต่ “จุดท้าทาย” สำคัญ…ยังคงเป็นคำถาม เรื่องความยั่งยืนและภาระงบประมาณ หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวัง???

ด้าน พรรคเพื่อไทย เลือก “เปิดเกม” ด้วยนโยบายเชิงรุก! ที่…แตะ! ความเจ็บปวดของสังคมไทยโดยตรง

นั่นคือ “หนี้” ผ่านแพ็กเกจ “ล้างหนี้ 1 ครั้งจบ” 5 มาตรการ ตั้งแต่…

การล้างหนี้เสียไม่มีหลักประกัน, หนี้ผู้สูงอายุ, การพักหนี้เกษตรกร, หนี้นอกระบบ ไปจนถึง…รางวัลสำหรับผู้มีวินัยทางการเงิน

นโยบายนี้ ถูกสื่อสารอย่างหนักแน่นในกรอบ “ฟื้นชีวิตคนเป็นหนี้ คืนศักดิ์ศรีให้ประชาชน” พร้อมต่อยอดด้วยแนวคิด “หวยเกษียณ” ซึ่ง ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ประกาศใช้เป็น “จุดขายสำคัญ!” เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหวยให้กลายเป็นการออมเงินตลอดชีวิต

ภาพรวมนโยบายของเพื่อไทย จึงเป็นการเสนอ “การรีเซ็ตชีวิตทางเศรษฐกิจ” ให้ประชาชนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง!

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเชิงกลยุทธ์ ของ พรรคเพื่อไทย อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นว่า…นโยบายล้างหนี้จะไม่กลายเป็น “กับดัก” วินัยการเงิน และไม่สร้างภาระการคลังที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว

ขณะที่ พรรคประชาชน เดินเกมต่างออกไปอย่างชัดเจน? พรรคนี้…ไม่เลือกแข่งขันในสนาม “แจกเงินหรือร่วมจ่าย” โดยตรง

แต่เน้นการ “เปลี่ยนกติกา” เศรษฐกิจทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด…เศรษฐกิจที่เป็นธรรม, การแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ, การเพิ่มผลิตภาพแรงงานและผู้ประกอบการผ่านทักษะและการแข่งขันที่โปร่งใส ควบคู่กับสวัสดิการถ้วนหน้าตลอดช่วงชีวิต

พรรคประชาชน ยังวาง “หมุด” ด้านความมั่นคงใหม่ เช่น การปราบสแกมเมอร์, ทุนสีเทา, การจัดการปัญหายาเสพติดและชายแดน และการปฏิรูประบบสาธารณสุข รวมถึง สปสช.

ภาพที่พรรคสีส้มพยายามสื่อสาร คือ “รัฐที่ไม่ประคองด้วยเงินอุดหนุนระยะสั้น แต่จัดระบบใหม่ให้ประชาชนยืนได้ด้วยตัวเอง”

จุดแข็ง! คือ…ความยั่งยืนเชิงโครงสร้าง แต่ ความเสี่ยง คือ การสื่อสารที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันทีในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว

เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์ การแข่งขันครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบ ว่า…ใครให้มากกว่า??? แต่เป็นการเลือก “แบบจำลองรัฐ” ที่คนไทย ผู้มีผู้สิทธิ์เลือกตั้ง เชื่อว่า…จะพาชีวิตของตนเองไปต่อได้

พรรคภูมิใจไทย เสนอ…รัฐที่ช่วยจ่ายและเห็นผลเร็ว

พรรคเพื่อไทย เสนอ…รัฐที่ล้างอดีตและให้โอกาสเริ่มต้นใหม่

ขณะที่ พรรคประชาชนเสนอรัฐที่ “เปลี่ยนกติกา” เพื่อความยั่งยืนระยะยาว

ดังนั้น ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง 2569 จึงอาจไม่ใช่คำตอบว่า…ใครชนะทางการเมือง??? แต่เป็นคำตอบว่า…คนไทยต้องการอนาคตแบบใดมากที่สุด??? ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password