Big Cleaning

(ช่วง “ฟื้นฟู–เยียวยา” คือ เวทีพิสูจน์! ศักยภาพการบริหารวิกฤตของ “รัฐบาลอนุทิน”)

บททดสอบนี้ “แผนฟื้นฟู – บิ๊กคลีนนิ่ง” หลังน้ำท่วมภาคใต้ กลายเป็นบททดสอบศักยภาพ “รัฐบาลอนุทิน” ในห้วง “กระแสนิยม” ทรุดฮวบ! ไปกับสายน้ำ กับกรอบเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ สิ่งนี้…เป็นมากกว่าเรื่องความสะอาดเมือง แต่คือมาตรวัด “ระบบบริหาร” ของรัฐบาล ที่สุด! จะฟื้นคืนความเชื่อมั่น สู่บทพิสูจน์ความเป็น “ผู้นำ” ได้แค่ไหน???

คำประกาศจากรัฐบาล “บิ๊กคลีนนิ่ง!…หาดใหญ่” หลังน้ำลด!!?? ในกรอบเวลา 7–14 วัน ไม่ได้เป็นเพียง…ภาพการล้างโคลนและเก็บขยะ???

แต่มันคือ…การ “ล้างคราบ” ความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐ…ที่สั่งสมจากช่วง “รับมือวิกฤติ” ที่ผ่านมา…

กรอบเวลาข้างต้น…ไม่ใช่แค่ “เดดไลน์” งานทำความสะอาด หากคือ “เส้นตาย!” ทางการเมือง…ในการพิสูจน์ศักยภาพการบริหารทั้งระบบ

คำประกาศ! ขอเป็น…“คนรับผิดชอบ” ต่อเหตุการณ์ทั้งหมด! ออกจากปากของ นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะมีความหมายจริงหรือไม่? ขึ้นอยู่กับว่า…

รัฐบาลจะใช้ช่วงฟื้นฟู–เยียวยาครั้งนี้ เป็น…เวที “แก้ตัว” เฉพาะหน้า หรือ “ยกระดับ” สู่การปฏิรูประบบภัยพิบัติทั้งประเทศ ได้ดีแค่ไหน? เพียงใด?

หลังผ่านช่วงน้ำหลากที่เต็มไปด้วย…เสียงก่นด่า ทำนอง…“ไม่มีรถ – เรืออพยพ” “บ้านพังหมดแล้ว” และภาพศพจำนวนมาก ที่ต้องเร่งย้ายออกจากโรงพยาบาล ซึ่งถูกน้ำท่วม ที่หาดใหญ่ และอีกหลายจังหวัดภาคใต้ กำลังก้าวเข้าสู่ “เฟสใหม่” ของวิกฤติมหาอุทกภัยรอบนี้

นั่นคือ…ช่วงฟื้นฟู–เยียวยา และการทำ “บิ๊กคลีนนิ่ง” ทั่วทั้งเมือง!!!

รัฐบาลประกาศ “ชุดมาตรการ” ทางเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่…พักหนี้ลูกหนี้ธนาคาร วงเงินกู้ดอกเบี้ย 0% เพื่อซ่อมบ้านและฟื้นฟูกิจการ, มาตรการเร่งรัดเคลมประกันภัย การให้ประกันสังคมจ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณี ไปจนถึงชดเชยครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาทในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พร้อม เงินเยียวยาเร่งด่วน 9,000 บาทต่อครัวเรือน และประกาศว่าจะโอนเข้าบัญชีได้ทันที! “ไม่ต้องทำประชาคมให้ล่าช้า” ตามคำกล่าวของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า…รัฐต้องเร่งแก้ไขความเสียหายให้เร็วกว่ากรอบงานราชการปกติ

ในมิติภาพลักษณ์ นายกรัฐมนตรี…ลงพื้นที่หาดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งประกาศต่อหน้าชาวบ้านว่า “ผมต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องมาอยู่แบบนี้” และยืนยันว่า “เราต้องเร่งคืนความสะดวกสบายให้ประชาชนมากที่สุด”

พร้อมพูดต่อหน้าสื่อว่า “ไม่ใช่เวลาไปโทษใคร ต้องช่วยกันทำงาน”

การรับฟังชาวบ้านที่ตะโกนต่อว่ารัฐบาล รวมถึงการตอบว่า “เป็นใครก็โกรธ ผมต้องยอมรับ และจะนำข้อมูลไปแก้ไข”

ทำให้เห็นภาพ “ผู้นำ” ที่พยายามใช้ความจริงใจ…เป็นเครื่องมือประคองสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ก็ย้ำหลักมนุษยธรรม ที่ว่า “ทุกผู้เสียชีวิตถือว่าเสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วม ไม่ต้องไปแยกเคส”

เป็นคำประกาศที่แม้จะคลี่คลายความสับสน แต่ก็ตามมาด้วยโจทย์สำคัญ ที่ว่า…รัฐจะทำให้การชดเชยโปร่งใสและเท่าเทียมได้อย่างไร???

ขณะที่ “โฆษกรัฐบาล” นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ออกมายอมรับต่อสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า “รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ มีข้อผิดพลาดจริง” และเสริมว่า… “ในวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ มีทั้งคนพอใจและคนไม่พอใจ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์รัฐบาลคือช่วงฟื้นฟูหลังจากนี้”

น้ำหนักของประโยคดังกล่าว ไม่ใช่แค่…การยอมรับความผิดพลาด แต่สะท้อนความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า…นิยาม “ความสำเร็จ” ของรัฐบาลในสายตาประชาชนตอนนี้ ถูก “วัด!” จากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงน้ำมา

ในสนามปฏิบัติการจริง “ผบ.ทสส.” พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนนท์ ผู้อำนวยการเหตุการณ์ ศป.กฉ. ส่วนหน้า ได้วางโครงสร้างฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ที่ชัดเจน แบ่งพื้นที่เป็น 4 เขตตามเขตของสมาชิกสภาจังหวัด ใช้แรงงานคนในพื้นที่เป็นหลัก และเสริมด้วยอุปกรณ์หนักจากทหาร–หน่วยงานภายนอก เพื่อ “ทำความสะอาด เก็บขยะมูลฝอยให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน”

ผบ.สส. ยังยอมรับตรง ๆ ว่า “น้ำ ไฟฟ้า การสื่อสาร คือ ปัจจัยหลักที่จะทำให้ประชาชนกลับเข้าบ้านได้” และเตือนว่า…งานตรวจวงจรไฟฟ้าในบ้านที่ถูกน้ำท่วมถึงชั้นสองจะต้องละเอียดมากเป็นพิเศษ ขณะที่ จุดที่น้ำท่วมยังไม่ลดอาจต้องใช้เวลาอีก “5–7 วัน” ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเต็มรูปแบบ

คำกล่าวของ ผบ.สส. ตอกย้ำว่า… “บิ๊กคลีนนิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงงานล้างเมือง แต่มันคือ…กระบวนการซ่อมแซมโครงสร้างที่ลึกลงไปในระดับบ้านต่อบ้าน ระบบปลั๊ก–ฟิวส์–สายไฟ ระบบประปาที่ถูกน้ำดันจนเสียรูป

และประโยคที่ย้ำว่า…รัฐไม่สามารถเปิดไฟตามแรงกดดันสังคมได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบจนแน่ใจว่าปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงไปตรงมาและควรถูกสื่อสารให้ชัดเจนมากกว่านี้

แม้จะมี การประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจน ว่า…จะให้ประชาชนกลับบ้านภายใน 7–10 วัน และฟื้นฟูเมืองให้ปกติภายใน 14 วัน แต่สิ่งที่จะทำให้ “กรอบเวลา” เหล่านี้…ไม่กลายเป็น “สโลแกนทางการเมือง” ก็คือ…ระบบสนับสนุนเบื้องหลัง

ทั้ง…ทีมฟื้นฟูเคลื่อนที่เร็ว ที่รวมช่างไฟ–ประปา–อาสาสมัครเข้าด้วยกัน, ระบบลงทะเบียนครัวเรือนแบบครั้งเดียวจบ, การจัดคิวซ่อมตามพื้นที่อย่างโปร่งใส และ การประสานกับโรงแรมให้เป็นที่พักชั่วคราวตามโมเดลที่นายกฯ เสนอว่า…

“กลางวันเข้าบ้านทำความสะอาด กลางคืนไปนอนโรงแรม ไม่ต้องไปแออัดศูนย์พักพิง”

อีกด้านหนึ่ง นั่นคือ….มาตรการทางเศรษฐกิจ ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญลดราคาวัสดุก่อสร้างสูงสุด 80% นานหนึ่งเดือน โดย…เครือข่ายผู้ค้า อย่าง กลุ่มไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ และเมกาโฮม ช่วยเสริมภาพว่า…

รัฐบาลกำลังเชื่อมฟื้นฟูบ้านเรือน เข้ากับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับชุมชน!!!

แต่คำถามสำคัญ คือ ประชาชนที่รายได้หดหายไปจนแทบไม่มีเงินสดเหลือ จะเข้าถึงของลดราคาได้จริงมากน้อยเพียงใด? หากไม่มีมาตรการคูปองซ่อมบ้านหรือสนับสนุนแรงงานซ่อมบ้านราคาพิเศษที่รัฐรับรอง

ในมิติการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต คำประกาศของ นายกฯอนุทิน ที่ว่า “ถ้าไม่มีน้ำท่วมเขาอาจจะไม่เสียชีวิต” เป็นการยืนยัน “หลักเหตุ–ผล” ที่มอง “ผู้เสียชีวิต” ทั้งหมด! เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เดียวกัน

แต่ก็ทำให้รัฐบาล…จำเป็นต้อง “จัดระบบ” เอกสารชันสูตร, เอกสารมรณบัตร, การพิสูจน์อัตลักษณ์ และเกณฑ์การจ่ายเงินอย่างโปร่งใส

ทั้งยังจะต้องมี “ช่องทางร้องเรียน” ที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่…ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งมี ความเสี่ยง! ต่อการคลาดเคลื่อน หรือความไม่เท่าเทียม กันได้

คำพูดสำคัญอีกช่วงหนึ่งของ นายกฯอนุทิน ที่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งไปพูดถึงตัวเลข เร่งให้ประชาชนกลับบ้านก่อน” สะท้อนความพยายาม “ลดความตื่นตระหนก!” จากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกัน ก็เปิดประเด็นที่ว่า…รัฐบาลต้องบริหารการสื่อสารให้ดีกว่านี้!!??

ระหว่าง…การให้ข้อมูลจริง กับการควบคุมกระแสสังคม เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ ความโปร่งใสสำคัญไม่แพ้ความรวดเร็ว

เมื่อหันกลับมาดูด้าน ยุทธศาสตร์ภาพใหญ่! วิกฤติครั้งนี้ คือ “จุดตัด” ที่รัฐบาลอนุทิน มีโอกาสเปลี่ยนเรื่องเล่าเกี่ยวกับตนเอง จากที่ “พลาดตอนแรก” ไปสู่ “ฟื้นฟูเร็วและกล้ายอมรับผิด”

หากใช้…ช่วงเวลาฟื้นฟูนี้ เป็น “ฐานวางราก” ของการ “ปฏิรูป” ระบบภัยพิบัติทั้งชุด! ไล่ตั้งแต่…การเตือนภัย, การวางแผนเส้นทางอพยพ, การบัญชาการเหตุการณ์ร่วมกันระหว่างส่วนกลาง–ท้องถิ่น จนถึง การออกแบบมาตรฐานการจัดการศพ และการชดเชยผู้เสียชีวิตที่โปร่งใส

ย่อมส่งผลต่อ “ภาพบวก” ของรัฐบาล พอจะลบล้าง “ภาพลบ” ช่วงต้นของมหาอุทกภัยได้บ้าง???

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรประกาศ “แผนปฏิรูป!” ระบบภัยพิบัติแบบ Roadmap ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อม ตั้ง “แดชบอร์ด” ข้อมูลสาธารณะสำหรับผู้ประสบภัย เช่น… สถานการณ์คืนร่าง, สถานะการโอนเงิน 9,000 บาท, จำนวนบ้านที่กลับเข้าอยู่ได้, จำนวนโรงพยาบาลที่เปิดใช้บริการ และสถานะการซ่อมแซมไฟฟ้าในแต่ละเขต

สิ่งนี้…ไม่เพียงช่วย “ลดข่าวลือ!” แต่ยังเป็น…หลักฐานรูปธรรมของการ “รับผิดชอบด้วยข้อมูล” ที่เกินกว่าการกล่าวคำขอโทษ

ท้ายที่สุด! บททดสอบของ “รัฐบาลอนุทิน” อาจไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” เครื่องจักรกลขนาดใหญ่…ที่ถูกนำมาแก้ปัญหาหลังน้ำลดลง หรือ “จำนวนครั้ง” ที่ นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่???

แต่คือ…การทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รัฐบาลอยู่ข้างพวกเขาจริง!” ในทุกครั้งของการวิกฤติฯ ตั้งแต่…ความกลัวในวันที่น้ำมา, ความเครียดในวันที่ต้องหนีออกจากบ้าน, ความหวังในวันที่เริ่มทำความสะอาด และความมั่นคงที่กำลังจะกลับมาภายใน 7–14 วัน ฯลฯ

หากรัฐบาลสามารถจะ…ฟื้นเมือง, ฟื้นชีวิต และฟื้นความเชื่อมั่น! ไปพร้อมกันได้ เคสท์ของหาดใหญ่…จะไม่ใช่แค่ “เมืองที่ฟื้นหลังน้ำท่วม!” แต่จะกลายเป็น “โมเดลใหม่” ของประเทศไทย ในแบบที่ว่า…

รัฐบาลสามารถ “เรียนรู้จากความผิดพลาดและยกระดับระบบทั้งชุดได้จริง!!!”

แต่หาก “เส้นตาย!” 7–14 วัน…กลายเป็นเพียง “คำประกาศสวยหรู?” ที่ไม่สอดคล้องกับ ประสบการณ์อันเลวร้าย ที่เกิดขึ้นจริง! ของผู้ประสบภัย

เวทีการประกาศเดินหน้า ตาม “แผนฟื้นฟู – บิ๊กคลีนนิ่ง” หลังวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้ ก็อาจเปลี่ยนจากพลังศรัทธา! ไปสู่เวทีการ “ตัดสิน” อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน” อย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เช่นกัน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password