OECD เปลี่ยนไทย!!!


ไทย…กับเดิมพันครั้งใหญ่! บนเส้นทาง OECD? ยุทธศาสตร์ที่จะนำไทยไปสู่ชาติที่พัฒนาแล้ว ก้าวข้ามประเทศ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ดึง “ทุน เพิ่มจีดีพี ปลดล็อก! ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ” หาก ฝ่าความท้าทายด้านการเมือง ความพร้อมราชการ และความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ของ “ผู้นำ” ไปได้!!??
คำประกาศของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำนอง…ไทยกำลังจะลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเปิดกระบวนการเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในวันที่ 8 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
พร้อม “ตั้งเป้า” สำเร็จภายใน 5 ปี
สิ่งนี้…ได้จุดประเด็น “ความสนใจใหม่” ในเวทีสาธารณะ และแวดวงเศรษฐกิจทันที! ว่า…ยุทธศาสตร์ครั้งนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญที่สุด! ของไทยในรอบหลายทศวรรษ
ไม่ใช่แค่…การเข้าสู่ “คลับประเทศพัฒนาแล้ว” เท่านั้น แต่มันคือ…การเริ่มต้น “ปฏิรูปประเทศ” อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด! ครั้งหนึ่ง…นับตั้งแต่ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” สู่โลกการแข่งขันเสรีสมัยใหม่
ภายใต้ความหมายที่ OECD ได้ดำเนินการมานานกว่า 60 ปี องค์กรนี้…ไม่ได้เป็นเพียง “เวทีหารือ” ของประเทศพัฒนาแล้ว เท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไก” กำกับมาตรฐานทางด้าน…กฎหมาย, เศรษฐกิจ, ธรรมาภิบาล และการแข่งขันทางการค้า
และเป็น…มาตรฐานที่ประเทศสมาชิก ต้องผ่านกว่า 250 มาตรฐาน ครอบคลุม 34 หน่วยงานไทย และ “หลายหมื่นกระบวนงาน” ภายในระบบราชการ
ถือเป็นภารกิจที่ใหญ่ และซับซ้อนกว่า…การปฏิรูปใดๆ ที่ไทยเคยเผชิญกันมา!!!
นายบวรศักดิ์ กล่าวชัดเจนว่า…ไทยตั้งความหวังว่า ภายในปี 2573 จะสามารถผ่านกระบวนการทั้งหมดและเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ
แม้ เจ้าหน้าที่ OECD จะมองว่า…ไทยกำหนดกรอบเวลา “เร็วมาก” เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ใช้เวลายาวนานกว่า กระนั้นรองนายกฯบวรศักดิ์ ยังคงยืนยันว่า…เป้าหมายนี้ คือ ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของประเทศ “เพราะการเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือการบังคับให้เราต้องปฏิรูปตัวเองในทุกมิติ”
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งจะเป็น ตัวแทนของรัฐบาลไทย…ที่จะร่วมลงนามร่วมกับ…เลขาธิการ OECD ในวันที่ 8 ธ.ค. เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า…
ความตั้งใจเข้าสู่ OECD สะท้อนว่า “ประเทศไทยพร้อมยกระดับมาตรฐานประเทศให้เท่าเทียมสากล และพร้อมเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลกด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น” เขายังย้ำด้วยว่า…การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความโปร่งใส ดึงดูดนักลงทุน และเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ของรัฐบาล
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกคาดหวัง! ไม่ได้มาเพียงในระดับ…การสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่มีตัวเลขประมาณการที่ รองนายกฯบวรศักดิ์ เปิดเผยว่า…หากไทยผ่านการเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ GDP เติบโตเพิ่มอีกราว 1.6% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 2.7 แสนล้านบาท
พร้อม ดึงความเชื่อมั่นการลงทุนจากทั่วโลก ให้ “ทะลุแสนล้าน” ได้อย่างชัดเจน!!!
เพราะมาตรฐาน OECD คือ “สัญญาณ” ทำให้ตลาดโลก เห็นว่า…โครงสร้างรัฐไทยพร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันแบบประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น…ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี หรือแคนาดา ฯลฯ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ หากไทยสำเร็จ เราอาจกลายเป็น หนึ่งในประเทศแรกของอาเซียน ที่เข้าสู่ OECD เนื่องจากปัจจุบัน…ยังไม่มีประเทศสมาชิกอาเซียน ติดอันดับประเทศพัฒนาแล้ว ตามมาตรฐาน OECD แม้ว่าอินโดนีเซีย…กำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเช่นกัน ก็ตาม
แต่เพราะไทยขยับได้เร็วกว่าในเชิงเทคนิคและภาครัฐประสานงานระดับสูงกับ OECD มาอย่างต่อเนื่องหลายปี
การเป็นประเทศอาเซียนชุดแรก! ที่เข้าสู่ OECD จะเป็น “ข้อได้เปรียบของผู้บุกเบิก!” ที่เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในภูมิภาคนี้
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือทางการค้า
มิติยุทธศาสตร์ นี้ ได้เปิดคำถามใหม่ ที่ว่า…สถานะประเทศสมาชิก OECD จะเปลี่ยนภาพของไทยในสายตาเพื่อนบ้านอย่างไร? ประเด็นนี้…นักวิชาการเศรษฐกิจ ต่างมองตรงกันว่า…หากไทยผ่านการเป็นสมาชิกของ OECD จะกลายเป็น “เกณฑ์มาตรฐานใหม่” ในอาเซียน
โดยเฉพาะ…ด้านกฎหมายแข่งขันทางการค้า, มาตรฐานสิ่งแวดล้อม, การต่อต้านคอร์รัปชัน และธรรมาภิบาลภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจหันมา “เร่งปรับตัว” เพื่อตามให้ทัน “มาตรฐานใหม่” ที่ไทยกำลังจะสร้างขึ้น
ร่วมและช่วยกันยกระดับอาเซียนในสายตาของโลก!!!
แต่เส้นทางสู่ OECD ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ??? ความท้าทายสำคัญ! อยู่ที่ “ระบบสถาบันรัฐของไทย” จะมีความพร้อม! ต่อการปรับตัวระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่?
เพราะ OECD จะไม่ “ตรวจเฉพาะ” นโยบายของรัฐบาล แต่ตรวจไปถึง “คุณภาพโครงสร้างรัฐ” ตั้งแต่…กฎหมาย, การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ, ระบบภาษี, กระบวนการออกกฎกติกา, ปัญหาคอร์รัปชัน จนถึง…ความโปร่งใสในงบประมาณ
ทุกส่วน…ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่เข้มข้น! เหมือนประเทศพัฒนาแล้ว
ก่อนหน้านี้ (2 ต.ค.2568) บนเวทีการประชุม TCCT–OECD Competition Day 2025 ที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และ OECD ภายใต้ โครงการ Thailand Country Programme ระยะที่ 2 ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของการ ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่มาตรฐานสากล
โดยเฉพาะในประเด็น “การแข่งขันทางการค้า” ซึ่งเป็น หนึ่งในหัวใจหลักที่ OECD ใช้ประเมินความพร้อมของประเทศสมาชิกใหม่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถา “ชูวิสัยทัศน์” เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ว่า…การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางต้องเริ่มจากการทำให้การแข่งขันในตลาดไทย “แท้จริงและเป็นธรรม” เปิดทางให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าตลาด ลดการบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
เขาย้ำว่า…กฎหมายการแข่งขันไม่ใช่อุปสรรค แต่คือ เครื่องมือสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยืดหยุ่น พร้อมชี้หลักสำคัญของ ความเป็นกลางในการแข่งขัน ว่า รัฐวิสาหกิจและเอกชนต้องแข่งขันบนกติกาเดียวกัน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และขับเคลื่อนนวัตกรรมในระยะยาว
อันเป็นทิศทางเดียวกับมาตรฐาน OECD!!!
ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ระบุบนเวทีเดียวกันว่า… ข้อเสนอแนะในรายงาน OECD Peer Review ทำให้ไทยต้องเร่งปรับนโยบายและกฎหมายการแข่งขันให้เท่าทันพลวัตเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการแข่งขันของบริษัทข้ามชาติ เทคโนโลยีใหม่ และ disruption ต่าง ๆ
เขาชี้ว่า…กฎหมายหลายฉบับของไทย ล้าสมัยอย่างฉับพลัน และต้องได้รับการอัปเดต เพื่อให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น พร้อมแข่งขันในตลาดข้ามชาติได้อย่างเป็นธรรม
ทั้งยังระบุว่า…ความร่วมมือด้านการแข่งขันในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้น! ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า…ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างกรอบการแข่งขันที่ชัดเจนและทันสมัย เพื่อรองรับเป้าหมายการเข้าสู่ OECD ในอนาคตอันใกล้
เนื้อหาข้าง ที่ทั้ง 2 คนได้สะท้อนออกมา ชี้ชัดว่า…“การแข่งขันทางการค้า” คือ เกณฑ์สำคัญที่ไทยต้องเร่งยกระดับ เพื่อเสริมความพร้อมต่อการเข้าร่วม OECD
ทั้งใน มิติ…ความโปร่งใส, ลดการผูกขาด และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน!
สอดคล้องโดยตรงกับเส้นทางที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าภายใต้เป้าหมายการเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปีข้างหน้า
มีประเด็นที่หลายฝ่ายอาจเป็นกังวลใจ? เพราะหากมีการ “เปลี่ยนรัฐบาล” ในอนาคต…จะกระทบกับแผนการนี้หรือไม่? อย่างไร? และเป็นคำถามที่ชื่อว่า…ยังคงค้างคาใจคนไทยและนักลงทุนต่างชาติอีกมากมาย
คำตอบคือ…ว่ากันตามหลักการ OECD แล้ว กระบวนการเป็นของ “ประเทศ” ไม่ใช่ของ “รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง” จึงไม่กระทบตาอย่างใด? แต่ทว่า ในทางปฏิบัติ…ความต่อเนื่องของนโยบาย คือ เงื่อนไขสำคัญของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรระดับโลกแห่งนี้…
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เตือนว่า…หาก “รัฐบาลใหม่” ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้ไม่ทำให้ไทยต้องถูกขับออกไป แต่ก็อาจทำให้กระบวนการเกิดชะลอ และอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่น สำคัญมากกว่านั้น คือ มันจะทำให้ไทยต้องขอขยายเวลาการเข้าร่วมกลุ่ม OECD ทอดเวลาออกไป
แม้กระบวนการจะไม่ถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ แต่ผลสะเทือนทางชื่อเสียงและความเชื่อมั่นนักลงทุน อาจมากพอจะบดบังประโยชน์ที่ไทยหวังจะได้รับ..ก็อาจเป็นได้
ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมของไทย อย่างเรื่อง ติดกับดักรายได้ปานกลาง ก็เป็นอีกตัวทดสอบ แม้จะ…ไม่ใช่ “ข้อห้าม” สำหรับการเป็นสมาชิก OECD แต่ทำให้ไทยต้องเผชิญความคาดหวังที่สูงขึ้น OECD จะจับตา ว่า…ไทยมีศักยภาพเพียงพอจะ “กระโดดข้ามกับดักนี้” ผ่านการยกระดับผลิตภาพ โครงสร้างเศรษฐกิจ และนวัตกรรมหรือไม่
นักเศรษฐศาสตร์บางราย เห็นว่า…การเข้า OECD อาจเป็นโอกาสให้ไทย “รีเซ็ต” ระบบเศรษฐกิจใหม่ ในมิติที่เอกชนเรียกร้องมานาน เช่น การแข่งขันที่เป็นธรรม การลดผูกขาด การลดอำนาจส่วนราชการที่ไม่จำเป็น และการบริหารรัฐวิสาหกิจแบบโปร่งใส
ความเห็นจาก แวดวงวิชาการ ยังสะท้อนว่า การเข้า OECD อาจเป็น “โอกาสทอง” ของไทยในการปฏิรูปสถาบันรัฐครั้งใหญ่ เพราะหลายมาตรฐานยุโรปและ OECD ที่ไทยต้องน้อมรับ หากจะส่งออกสินค้า เช่น กฎหมายแข่งขัน การกำกับทุนข้ามชาติ หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดนี้ จะสามารถ “ผลักดันไทย” ให้มีคุณภาพเศรษฐกิจ…ระดับประเทศพัฒนาแล้วได้จริง ต่างจากแผนปฏิรูปที่เคยทำไว้อย่างต่อเนื่องแต่ “ไม่เคยไปถึงเส้นชัย”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเชิงรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้??? เมื่อการปรับกฎหมายหลายฉบับ กระทั่ง ไปกระทบอำนาจของรัฐวิสาหกิจ, กลุ่มทุนผูกขาด หรือโครงสร้างราชการเดิม
ซึ่งอาจทำให้การปรับตัวล่าช้า หรือถูกต่อต้าน หากรัฐบาลไม่เดินหน้าอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง!!!
การเข้าสู่ OECD จึงไม่ใช่เพียงโครงการระหว่างประเทศ แต่คือ “สมรภูมิการเมืองภายในประเทศ” ด้วย เพราะถ้า “รัฐบาลอนุทิน” สามารถผลักดันได้สำเร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด จะเป็น “ผลงานขนาดใหญ่” ในเชิงการเมือง ที่สามารถนำไปใช้สื่อสารในอนาคต ได้ว่า…
“รัฐบาลไทยกล้าที่จะปฏิรูปประเทศจริง ไม่ใช่แค่หาเสียง” และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อ “แคนดิเดท” นายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ว่า…มีความสามารถในการนำไทย…เดินหน้าไปสู่มาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว
โครงการนี้…จึงมีทั้ง “แรงผลัก” และ “แรงสกัด” ในเวลาเดียวกัน!!!
แรงผลัก คือ ความหวังในการยกระดับประเทศและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย ส่วน แรงสกัด คือความท้าทายของระบบราชการ การเมืองภายใน และภาระมหาศาลที่ต้องทำให้สำเร็จตามกรอบเวลา 5 ปี ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย มองว่า…เป็นกรอบเวลาที่ “ท้าทายมาก” สำหรับไทย
แต่ท้ายที่สุด! หากไทยสามารถก้าวสู่เส้นชัยในปี 2573 ตามที่ตั้งเป้าไว้ นั่นจะไม่ใช่เพียง…ความสำเร็จของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่จะเป็น “หมุดหมาย” ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ
เป็นการ ส่งสัญญาณให้โลก เห็นว่า…ไทยพร้อมแล้วที่จะยืนในฐานะประเทศที่มีมาตรฐานเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้วในระบบเศรษฐกิจโลก และพร้อมเดินไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มีเสถียรภาพ แข่งขันได้ และโปร่งใส
เดิมพันครั้งนี้…จึงไม่ใช่เพียงเกมการทูต! แต่มันคือ…ทิศทางอนาคตของประเทศ ที่จำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ทั้งยังต้องการ “ความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์” จาก “ผู้นำ” รัฐบาลชุดนี้และทุกชุดในอนาคต!!?? ที่ช่วยกันทำให้ไทย สามารถจะ “คว้าโอกาส” ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเราได้…
พูดได้ว่า…การเป็นสมาชิกใหม่ของ OECD ในวันข้างหน้า คือ ยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยไปตลอดกาล!!!.






