การทูตผ่านสงกรานต์: ไทยเลือก ‘ร่วมมือ’ แทน ‘เผชิญหน้า’

การเข้าร่วมงานปีใหม่ลาวของนายกรัฐมนตรีไทย ไม่ใช่เพียงพิธีการทางการทูต หากแต่สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในเวทีภูมิภาค ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ พร้อมส่งสัญญะสำคัญต่อการแข่งขันด้านอัตลักษณ์ในอาเซียน
การปรากฏตัวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ในงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว เมื่อวานนี้ (5 เมษายน 2569) ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย
อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมทางการทูตตามวาระเทศกาล
หากพิจารณาเพียงผิวเผิน นี่คือ…ภาพของมิตรภาพ ความใกล้ชิด และความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน
แต่หากมองลึกลงไปในเชิง “การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” เหตุการณ์นี้…กลับจะมีนัยสำคัญยิ่งกว่านั้น??? เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึง…ทิศทางยุทธศาสตร์ของไทย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะ การเลือกใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือทางการทูต หรือที่เรียกว่า Cultural Diplomacy เพื่อสร้างอิทธิพลและความชอบธรรมในเวทีโลก
พิธีบายศรีสู่ขวัญ การรำวงปีใหม่ลาว และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ที่ “นายกฯอนุทิน” เข้าร่วม ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ธรรมดา แต่เป็น “การยอมรับและให้เกียรติอัตลักษณ์ของอีกฝ่าย” อย่างชัดเจน
ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการแข่งขันทางวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในบางประเทศของภูมิภาคนี้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยกำลังเลือกใช้ “ความร่วมมือทางวัฒนธรรม” แทน “การเผชิญหน้า”
ในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทศกาลสงกรานต์…ไม่ได้เป็นเพียงประเพณีของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมร่วม” ของภูมิภาค ที่มีรากฐานมาจากอารยธรรมอินเดียโบราณ และถูกปรับใช้ตามบริบทของแต่ละสังคม
ไม่ว่าจะเป็น…ไทย ลาว เมียนมา หรือกัมพูชา ต่างก็มีรูปแบบและชื่อเรียกของตนเอง
ไทย เรียกประเพณีนี้ว่า เทศกาลงานสงกรานต์
ลาว เรียก…งานบุญปีใหม่ลาว
เมียนมา เรียก…เทศกาลงานทิงยาน
ส่วน กัมพูชา เรียก…เทศกาลโจลชนัมทเมย
แต่ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามเปลี่ยนชื่องานฯและผูกโยงให้ใกล้เคียงคำว่า “สงกรานต์” ที่ไทยใช้มายาวนานต่อเนื่องหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ไม่เพียงจะ ยึดเอาวลี “สงกรานต์” หากกัมพูชา ตั้งแต่คนระดับรัฐบาล ไปจนถึง…นักการเมือง ข้าราชการ องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม อินฟลูเอนเซอร์ ต่างชี้หน้าและกล่าวหาประเทศไทย ทำนอง “ขโมยวัฒนธรรม…สงกรานต์” ไปจากพวกเขา
อ้างว่า… “สงกรานต์” คือ วัฒนธรรมการเล่นน้ำของบรรพบุรุษกัมพูชา โดยมีภาพสลักบนกำแพงนครวัด เป็นประจักษ์พยานหลักฐานที่สำคัญ
เท่านั้นเอง สงครามวัฒนธรรมระหว่าง 2 ชนชาติก็ลุกลาม…บานปลาย มาจนถึงบัดนี้ และไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ
แม้ก่อนหน้านี้ องค์การยูเนสโก UNESCO) ประกาศรับรอง “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 แล้วก็ตามที…
แต่กัมพูชาก็เป็นกัมพูชาวันยังค่ำ และเป็นมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ในขณะที่บางประเทศพยายาม “นิยามความเป็นเจ้าของ” ผ่านการสร้างการรับรู้ใหม่ในเวทีโลก แต่ทว่า…ไทยกลับเลือกใช้แนวทางที่ต่างออกไป นั่นคือ…การ “อยู่ร่วมกันของอัตลักษณ์” โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันว่า…ใครเป็นต้นกำเนิด
การเข้าร่วมงานปีใหม่ลาวของ นายกรัฐมนตรีไทย จึงเป็นมากกว่า…การกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี หากแต่เป็นการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างแยบยล ว่า…
ไทยยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาค และพร้อมจะยืนอยู่บนฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน
ในมุมนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าเป็น “สัญญะทางการเมือง” ที่ส่งออกไปยังภูมิภาคโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเด็นเรื่อง “การเคลมวัฒนธรรม” กลายเป็นข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เช่นนี้ ควรตั้งอยู่บนความระมัดระวัง เพราะในทางการทูต ไม่มีการประกาศอย่างชัดเจน ว่า…ไทยต้องการส่งสารไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งโดยตรง หากแต่เป็นการสื่อสารผ่านการกระทำที่เปิดให้ตีความได้ในหลายระดับ
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ ภาพของ “ผู้นำไทย” ที่เข้าร่วมพิธีกรรมลาวอย่างกลมกลืน ได้สร้าง “ภาพจำ” ที่แตกต่างจากความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของภูมิภาค
ในเชิงยุทธศาสตร์ แล้ว Soft Power ที่ไทยกำลังใช้ “ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม” ซึ่งนับเป็น “จุดแข็ง” อย่างที่สุด! กล่าวคือ…การรักษาเอกลักษณ์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการเปิดรับและให้พื้นที่กับวัฒนธรรมของเพื่อนบ้าน
ขณะที่บางประเทศเลือกใช้ “การเร่งสร้างการรับรู้” เพื่อยกระดับบทบาทของตนในเวทีโลก
ความแตกต่างของ 2 แนวทางนี้ จะเป็นตัวกำหนด ว่า..ประเทศใดจะได้รับการยอมรับในระยะยาวมากกว่ากัน???
“การทูตผ่านวัฒนธรรม” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศ ไม่ได้ถูกกำหนดเพียงแค่..เศรษฐกิจหรือการทหาร หากแต่รวมถึง…
“วิธีที่ประเทศนั้นปฏิบัติต่อวัฒนธรรม ทั้งของตนเองและของผู้อื่น”
ดังนั้น การไปร่วมงานปีใหม่ลาวของ นายกรัฐมนตรีไทย จึงไม่ใช่แค่…การทูตเชิงพิธี แต่สิ่งนี้ คือ…การสื่อสารเชิงวัฒนธรรม ที่ว่า…
อัตลักษณ์ไม่จำเป็นต้องแย่งกันเป็นเจ้าของ หากแต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี
ซึ่ง ต่างจากบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา ที่เลือกใช้ “การเคลม” เป็นเครื่องมือสร้างตัวตนในเวทีโลก จนคนทั่วโลกสาปส่ง!!??
ท้ายที่สุด! เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า…ไทยกำลังวางตำแหน่งของตนเองในภูมิภาค ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้แข่งขัน” แต่ในฐานะ “ผู้เชื่อมโยง” ซึ่งอาจเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือในอาเซียนในระยะยาว นั่นเอง!!!.






