พิธีกรรมซ้ำซาก!!??

(คำขอโทษ…ที่ปล่อยผ่าน…จนเกิดเหตุซ้ำอีก! ในทุกครั้งของเหตุวิกฤติ สะท้อนภาพ…‘รัฐล้มเหลว!’ เชิงโครงสร้าง)

เลื่อน! ต่อคำขอโทษของรัฐ ที่ยังคงถูกเอ่ยซ้ำในทุกครั้งที่วิกฤตเกิดขึ้น แต่น้ำท่วม ที่ หาดใหญ่ มันสะท้อนภาพที่ชัดเจนมากกว่านั้น มันคือ…ความล้มเหลวของระบบที่ไม่เคยถูกแก้ ท่ามกลางเส้นตาย 6 เดือน ก่อนฤดูฝนจะย้อนกลับมาทดสอบรัฐอีกครั้ง “ขอโทษ → ผ่านไป → เกิดซ้ำ” กลายเป็น “สัญลักษณ์ของความล้มเหลว” ที่สังคมไทยไม่อาจยอมรับได้อีกแล้ว!

การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 เมษายน ของ นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่ โมเดล) เพื่อการเฝ่าระวังป้องกันและฟื้นฟูวิกฤตหาดใหญ่อย่างยั่งยืน ที่เสนอโดย นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจ ท่ามกลางปัญหาราคาพลังงานที่เริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยก็ในห้วงของ การพักรบ ในตะวันออกลาง 2 สัปดาห์

ประเด็นของการอภิปราย…ไม่ได้เป็นเพียงการวิพากษ์การบริหารน้ำท่วมที่ผิดพลาด หากแต่เป็นการตั้งคำถามต่อ “รูปแบบการทำงานของรัฐ” ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม นั่นคือ…

การรับมือหลังเกิดเหตุ การเยียวยาความเสียหาย และการกล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า!!!

โดยที่ โครงสร้างการจัดการภัยพิบัติแทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนผ่านถ้อยคำที่ นางการดี ระบุว่า… รู้สึกเลี่ยนสุดๆ ต่อคำขอโทษของรัฐบาล”

ซึ่งไม่ใช่เพียง…ถ้อยคำทางการเมือง แต่เป็นการสื่อถึง “ความอิ่มตัว” ของสังคมไทยต่อรูปแบบการบริหารที่ไม่สามารถหยุดวงจรความเสียหายซ้ำซากได้

ข้อเท็จจริงที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ชี้ให้เห็นนั้นชัดเจนว่า…ปัญหาน้ำท่วม ไม่ได้เกิดจากฝนที่ตกหนักเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลสะสมของความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่…

ระบบแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าและไม่เชื่อมโยงกัน

ผังเมืองที่หมดอายุและไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง

การใช้ที่ดินที่สวนทางกับธรรมชาติ

ไปจนถึง…การสั่งการที่ขาดเอกภาพ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า…รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ยังคงทำงานในลักษณะแยกส่วน และยังไม่สามารถสร้างระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการได้อย่างแท้จริง

เมื่อระบบไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์จึงไม่เปลี่ยน และความเสียหาย…จึงอาจย้อนกลับมาในรูปแบบเดิม ๆ

ในบริบทนี้ “คำขอโทษ” ที่ออกมาจากปากของ ผู้นำประเทศ อย่าง…นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จึงถูก “ตีความใหม่???”

จาก…เครื่องมือทางความรับผิดชอบ กลายเป็น…“พิธีกรรมทางการเมือง” ที่มีหน้าที่เพียงลดแรงกดดันชั่วคราว

โดยไม่ได้นำไปสู่…การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม!!??

สิ่งที่เห็นได้คือ…การเน้นการสั่งการหน่วยงานในพื้นที่ การระบายน้ำ และการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

แต่สิ่งที่ยังไม่ปรากฏชัด กลับเป็น…แผนระยะยาวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า…จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำ!!!

ขณะที่ แนวคิด “หาดใหญ่โมเดล” ก็ยังคงอยู่ในระดับข้อเสนอ มากกว่าจะพัฒนาเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ใช้งานได้จริง

ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำ คือ…กรอบเวลาเพียง 6 เดือนก่อนฤดูฝนของภาคใต้จะกลับมาอีกครั้ง! ซึ่งไม่ใช่เพียงการเตือนเชิงเทคนิค แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า…

รัฐมีข้อมูลล่วงหน้า มีเวลาเตรียมการ และมีโอกาสป้องกันความเสียหาย หากยังไม่สามารถ “เปลี่ยนผ่าน” จากการบริหารแบบ “ตั้งรับ” ไปสู่การบริหารแบบ “คาดการณ์และป้องกันได้”

การเกิดซ้ำของวิกฤต! จะไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น…ความล้มเหลวที่สามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

การวิเคราะห์ในภาพรวม จึงชี้ให้เห็นว่า…ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดทรัพยากร หรือขาดความพยายาม หากแต่อยู่ที่ “วิธีคิดของระบบรัฐ” ที่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการเฉพาะหน้า มากกว่าการออกแบบโครงสร้างระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น…

การจัดตั้งศูนย์บัญชาการน้ำแบบใช้ข้อมูลเป็นฐาน

การปรับปรุงผังเมืองให้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์จริง

หรือ การลงทุนในระบบเตือนภัยระดับชุมชนแบบเรียลไทม์

สิ่งเหล่านี้…ยังไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจังในระดับนโยบาย

ท้ายที่สุด! กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่ แต่เป็นภาพสะท้อนของรูปแบบการบริหารประเทศที่ยังไม่สามารถจะ “หลุดพ้น” ไปจากวงจร “ขอโทษ ผ่านไป เกิดซ้ำ” ได้

หากในช่วงเวลา 6 เดือนจากนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน คำขอโทษครั้งต่อไป อาจไม่เพียงสูญเสียความหมายทางการเมือง

แต่จะกลายเป็น “สัญลักษณ์ของความล้มเหลว” ที่สังคมไทยไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password