(‘ปกรณ์’ จ่อเคาะ…เออร์ลีรีไทร์ จ่ายเกิน 12 เท่า วัดฝีมือ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ผ่านเกมปฏิรูปราชการ!)
“รองนายกฯ ปกรณ์” เปิดเกณฑ์เกษียณก่อนกำหนดใกล้ได้ข้อสรุป รอหารือคลังเรื่องเงินก้อน เล็งเริ่มอายุ 50 ปี เปิดช่องวัย 40 หากจำเป็น ตั้งเป้าลดกำลังคนปีละ 5% ท่ามกลางคำถามสำคัญ…รัฐจะประหยัดจริงหรือไม่? และประชาชนจะได้บริการดีขึ้นอย่างไร?
เงินก้อนยังไม่จบ :
สัญญาณ…เกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ หรือ “เออร์ลีรีไทร์” ที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย สื่อสารออกมา สะท้อนว่า มาตรการดังกล่าวกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ หลังเหลือประเด็นค่าตอบแทนที่ต้องหารือกระทรวงการคลังก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี
ความต้องการให้เงินก้อนสำหรับการเออร์ลี่ฯ สูงมากกว่า 12 เท่า สำหรับ กลุ่มเป้าหมายหลักเริ่มที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ถึงตรงนี้ ยังสรุปไม่ได้ ส่วนผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ดูแลบิดามารดาหรือเจ็บป่วย ให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณา ทั้งนี้ รองนายกฯปกรณ์ คาดว่า จะสามารถดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าลดกำลังคนปีละ 5% และประเมินงบเฟสแรกประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งอาจใช้งบกลาง
ดังนั้น สถานะขณะนี้ จึงยังเป็นข้อเสนอที่รอรายละเอียดและการอนุมัติ โดยเฉพาะจำนวนเงินที่จะจ่าย ไม่ใช่สิทธิรับเงินเกิน 12 เท่าที่ประกาศใช้แล้ว
แต่ในทางการเมือง รัฐบาลกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องแสดงให้เห็น ว่า…การลดขนาดราชการจะเปลี่ยนรัฐให้ทำงานดีขึ้นได้อย่างไร? เพราะเงินก้อนอาจจูงใจให้คนออกได้ ขณะที่ ประสิทธิภาพของหน่วยงานต้องอาศัยการปรับภารกิจและวิธีทำงานด้วย
คลังต้องตอบความคุ้ม :
ตัวเลข 7,000 ล้านบาท มีรายละเอียดที่ต้องจับตา ข่าววันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เป็น นายปกรณ์ ที่ได้ระบุว่า…เป็นประมาณการบนฐานจ่ายเงินก้อน 12 เท่า และให้กรมบัญชีกลางทบทวนอัตรา เพราะอาจไม่จูงใจเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เข้าร่วมโครงการ
หากเพิ่มเงินก้อนโดยคงวงเงินเดิม รัฐบาลต้องตอบว่า…จะรองรับผู้เข้าร่วมได้จำนวนเท่าใด? หากคงเป้าหมายจำนวนคนเดิม ก็ต้องแสดงว่าจะจัดหาเงินเพิ่มจากไหน?
โจทย์นี้ เชื่อมตรงถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ ผู้รับผิดชอบนโยบายการคลัง แม้เบื้องต้น ยังไม่เห็นคำสัมภาษณ์ของเขา กระนั้น สิ่งที่ฝ่ายเศรษฐกิจจะต้องทำให้ชัด! ก็คือ…เงินเดือนที่ประหยัดได้ เมื่อหักเงินก้อน ภาระบำนาญตามสิทธิ ค่าเทคโนโลยี และค่าจ้างบุคลากรทดแทนแล้ว จะเหลือประโยชน์สุทธิเท่าใด และใช้เวลากี่ปีจึงคุ้มทุน
หากไม่มีคำตอบ! การลดข้าราชการอาจสร้างตัวเลขความสำเร็จด้านกำลังคน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าช่วยคืนพื้นที่งบประมาณให้การพัฒนาประเทศจริง
“อนุทิน” ต้องวัดผล :
มาตรการนี้ อยู่ในกรอบนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งข้อมูลที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนเมษายน เชื่อมการเกษียณก่อนกำหนด เข้ากับการลดขนาดภาครัฐ ทบทวนภารกิจและกฎหมายซ้ำซ้อน เปลี่ยนรัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ
ความรับผิดชอบทางการเมือง! จึงอยู่ที่…รัฐบาลทั้งชุด เพราะประชาชนจะประเมินจากประสบการณ์จริงว่า…การขออนุญาตเร็วขึ้นหรือไม่? ติดต่อราชการน้อยครั้งลงหรือไม่? และบริการในพื้นที่ยังเข้าถึงได้เพียงใด?
การตั้งเป้าลดคนปีละ 5% จึงควรมีเป้าหมายคุณภาพบริการเดินคู่กัน หากคนลดแต่งานและขั้นตอนเท่าเดิม ภาระอาจตกกับเจ้าหน้าที่ที่เหลือ และย้อนกลับไปถึงประชาชนที่ต้องรอนานขึ้น
ฝ่ายค้านทวงลดงาน :
ข้อกังวลนี้มีเสียงจากฝ่ายค้านมาก่อนแล้ว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอให้เริ่มจากการทบทวนภารกิจรัฐ พร้อมเตือนว่า…หากลดข้าราชการแต่ไม่ลดงาน อาจต้องเพิ่มพนักงานจ้างเหมาทดแทน และเสี่ยงสูญเสียบุคลากรที่ยังมีศักยภาพ
น.ส.ศิริกัญญา เสนอก่อนหน้านี้ โดยให้ตรวจทั้งภารกิจและทักษะบุคลากร ลดกฎหมายกับขั้นตอนที่สร้างงานเกินจำเป็น เปิดโอกาสพัฒนาทักษะและโยกย้าย ก่อนใช้มาตรการเกษียณก่อนกำหนดอย่างเป็นธรรม
ในเชิงการเมือง…ประเด็นนี้ เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ ตั้งแต่…การเลือกหน่วยงานที่จะลดคน ไปจนถึง รายจ่ายทดแทน เพราะความสำเร็จต้องดูต้นทุนรวมของรัฐ มิใช่จำนวนข้าราชการที่หายไปเพียงรายการเดียว
ฝ่ายรัฐบาลมีคำชี้แจงรองรับอยู่แล้ว โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ระบุเมื่อเดือนกันยายนว่า…การปฏิรูปต้องปรับคน งาน และเทคโนโลยีพร้อมกัน ลดงานซ้ำและการเรียกเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว เป้าหมายคือประชาชนได้รับบริการง่ายและเร็วขึ้น
คำยืนยันนี้ ทำให้ขั้นต่อไปต้องเป็นแผนที่ตรวจสอบ ได้ว่า…หน่วยงานใดจะเลิกงานอะไร? ใช้เทคโนโลยีแทนตรงไหน? และประชาชนจะเห็นผลเมื่อใด?
ลดให้ตรงจุด :
รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ นักวิชาการด้านบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน หรือกว่า 5 เดือนก่อนหน้านี้ ว่า…ควรใช้โอกาสนี้ทบทวนยุทธศาสตร์อัตรากำลังทั้งระบบ โดยอาศัยข้อมูลตามหน่วยงาน ตำแหน่งและวิชาชีพ เพราะบางแห่งคนล้นงาน ขณะที่ บางแห่งงานล้นคน การใช้แนวทางเดียวอาจทำให้หน่วยงานที่ขาดคนอยู่แล้วรับภาระหนักขึ้น
ข้อเสนอครั้งนั้นของ อาจารย์วสันต์ ชี้ว่า…อายุเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งของการเข้าร่วมโครงการ ส่วนการอนุมัติต้องดูภารกิจ ทักษะและกำลังคนที่จะเหลือด้วย
การเปลี่ยนเป้าหมายหลักมาเป็นวัย 50 ปีขึ้นไป พร้อมเปิดช่องวัย 40 ที่มีเหตุจำเป็น อาจช่วยจำกัดขอบเขตผู้เข้าร่วม แต่ยังต้องมีหลักเกณฑ์ดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงานที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองทั้งผู้สมัครและความต่อเนื่องของบริการ
หากกระบวนการไม่โปร่งใส มาตรการสมัครใจอาจเกิดข้อครหาว่าเลือกปฏิบัติ หรือเปิดทางให้คนที่หน่วยงานยังต้องการออกไป ขณะที่ปัญหาการทำงานเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข
ยุบแล้วงานต้องเดิน :
ข่าววันนี้…ยังสะท้อนอีกด้านของการปรับโครงสร้าง นายปกรณ์ ระบุว่า…ครม.มีมติให้โอนบุคลากรสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน 48 คน ไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อทำงานในหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ สนับสนุนภารกิจ One Map ส่วนการลดหน่วยงานซ้ำซ้อนในภูมิภาคให้ ก.พ.ร.พิจารณาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
กรณีนี้ทำให้เห็นว่า…การปรับขนาดรัฐมีทั้งการลดตำแหน่ง ยุบหน่วยงาน และย้ายคนไปทำภารกิจที่ยังจำเป็น รัฐบาลจึงต้องวางสามส่วนนี้ให้สอดรับกัน เพื่อให้การเปลี่ยนโครงสร้างเกิดผลกับงานจริง
เดิมพันที่ประชาชน :
นายปกรณ์ ระบุว่า…ช่วงหกเดือนที่รับตำแหน่งได้ดำเนินนโยบายรัฐบาลด้านกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว ตามต้นฉบับข่าววันที่ 11 ตุลาคม แต่ความก้าวหน้าในการผลักดันนโยบายยังต้องผ่านการพิสูจน์ในขั้นปฏิบัติ
เออร์ลีรีไทร์…จึงเป็นบททดสอบร่วมของ นายอนุทิน นายปกรณ์ และ นายเอกนิติ ตั้งแต่…ความเป็นธรรมของเกณฑ์ ความคุ้มค่าของเงินภาษี ไปจนถึงความสามารถรักษาคนและบริการที่ประเทศต้องการ
รัฐบาลอาจเริ่มต้นด้วยเงินก้อนเพื่อจูงใจให้ข้าราชการออก แต่คะแนนทางการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนสัมผัส ได้ว่า…รัฐที่เล็กลง ทำงานได้ดีขึ้นจริง!!!.

