ส่งกลับ…หรือเปลี่ยนเกม?

(เบื้องหลังการแก้กฎหมายคนเข้าเมือง กับ ‘โจทย์ใหม่’ ของไทยในสมการภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน)
คำประกาศของรัฐบาลไทย กรณีเตรียมแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง หวังเร่ง “ส่งตัว” ผู้ต้องกักกลับประเทศ ได้ถูกอธิบายในมุม “มาตรการ” ลดภาระงบประมาณและแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนจากการ…กักตัวระยะยาว แต่หากมองลึกลงไปใน “มิติการเมืองระหว่างประเทศ” นี่อาจเป็นมากกว่าการปรับปรุงกฎหมาย เพราะถือเป็นสัญญาณการ “ปรับ” ยุทธศาสตร์ชายแดนและบทบาทใหม่ของไทยท่ามกลางความผันผวนในภูมิภาคอาเซียน
ต่อเนื่องจากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาดูแล การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กรณีการส่งตัวกลับของคนที่กระทำผิดกฎหมาย
เรื่องนี้…กลายเป็นประเด็นน่าจับตามองในสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ รอบอาณาเขตประเทศไทย?
“ทุกวันนี้มีปัญหาว่า…พอจับกุมแล้วกลายเป็น “ผู้ต้องกัก” แต่เมื่อได้ดำเนินคดีแล้ว กลับส่งตัวกลับไม่ได้ซักที จนกลายเป็นปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึง ค่าใช้จ่ายในการดูแล “ผู้ต้องกัก” ซึ่งมีจำนวนมาก เพราะประเทศเราเข้าง่าย นายกรัฐมนตรีจึงมีดำริในเรื่องนี้ และในสหภาพยุโรปมีการเปลี่ยนกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยให้มีการรีบส่งตัวกลับ ดังนั้น…เราจึงเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสากล”
ข้างต้นคือ มุมที่ รองนายกนปกรณ์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว และนำไปสู่มุมที่น่าสนใจยิ่งกว่า???
จาก “ผู้ต้องกัก” สู่โจทย์ความมั่นคงข้ามพรมแดน :
รองนายกฯปกรณ์ ระบุว่า…รัฐบาลเตรียมแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง มาตรา 54 และ 55 เพื่อเร่งกระบวนการส่งตัวผู้ต้องกักกลับประเทศ
โดยให้เหตุผลว่า…การดูแลผู้ต้องกักเป็นเวลานานก่อให้เกิดปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและภาระงบประมาณของรัฐ
พร้อมยกตัวอย่างว่า สหภาพยุโรปเองก็กำลังปรับกฎหมายในทิศทางเดียวกันเพื่อเร่งการส่งกลับบุคคลที่อยู่ในประเทศโดยผิดกฎหมาย
แม้เหตุผลที่รัฐบาลอธิบาย จะอยู่ในกรอบของการบริหารจัดการงบประมาณและประสิทธิภาพทางราชการ แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายดังกล่าวย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเคลื่อนย้ายของประชากรข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก
เมียนมา – ตัวแปรที่ไม่มีใครเอ่ยชื่อ :
หากพิจารณา สถานการณ์จริงในภูมิภาค จะพบว่า…ผู้ที่เข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งในฐานะ แรงงานข้ามชาติ ผู้หนีภัยความขัดแย้ง และ ผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในประเทศ
ดังนั้น การเร่งผลักดันผู้ต้องกักกลับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง แต่ยังเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาโดยตรง!!??
คำถามสำคัญ นั่นคือ…รัฐบาลไทยจะสามารถแยกแยะได้อย่างไรว่า…ใครเป็น “ผู้กระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง” และใครเป็น “ผู้หนีภัยความขัดแย้ง”
เพราะสถานะทั้ง 2 ต่างมีผลต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของไทยแตกต่างกันอย่างมาก
การอ้างยุโรป – ความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการทูต :
อีกประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ…การที่ รองนายกฯปกรณ์ อ้างถึงการปรับกฎหมายของสหภาพยุโรปเพื่อสนับสนุนแนวทางของไทย
ในทางการเมืองระหว่างประเทศ การอ้างอิงมาตรฐานยุโรปไม่ได้เป็นเพียงการยกตัวอย่าง แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของรัฐ
รัฐบาลไทยกำลังส่งสัญญาณ ว่า…มาตรการดังกล่าวมิใช่การปิดประเทศ หรือเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ หากแต่เป็นแนวทางที่หลายประเทศพัฒนาแล้วกำลังดำเนินการเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยุโรปเองก็เผชิญแรงวิจารณ์อย่างหนัก! จาก องค์กรสิทธิมนุษยชน ในประเด็น…การส่งกลับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย สิ่งนี้…ทำให้ไทยอาจต้องเผชิญการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันหากนโยบายดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยขาดกลไกคุ้มครองที่เพียงพอ
ไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทในอาเซียนหรือไม่? :
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยถูกมองว่า…เป็นประเทศปลายทางของแรงงานข้ามชาติและเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค
แต่การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มันได้สะท้อน “แนวโน้มใหม่” ที่น่าสนใจ นั่นคือ…การที่ไทยกำลังขยับจากบทบาท “ผู้รับภาระ” ไปสู่ “ผู้กำหนดเงื่อนไข”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยกำลังพยายามสร้างระบบที่ทำให้การเข้าเมืองผิดกฎหมายมีต้นทุนสูงขึ้น! ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันบุคคลกลับประเทศต้นทาง
หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง ไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริหารชายแดน ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐไม่ต่างจากหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือ
หากมองในมุมของข่าวทั่วไปแล้ว นี่คือ…การแก้ปัญหา “ผู้ต้องกักต่างด้าว” และลดภาระงบประมาณของรัฐ
แต่หากมองในระดับ การเมืองระหว่างประเทศ นี่คือสัญญาณว่า…รัฐบาลไทยกำลังทบทวนบทบาทของตนเองต่อปัญหาการอพยพ การจัดการชายแดน และความมั่นคงข้ามพรมแดน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า… “ไทยจะส่งตัว “ผู้ต้องกักต่างด้าว” กลับได้เร็วแค่ไหน?”
แต่คือ…“ไทยกำลังจะกำหนดบทบาทใหม่ของตนเองในภูมิรัฐศาสตร์อาเซียนอย่างไร?” ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังดำรงอยู่ทั้งในเมียนมาและภูมิภาคโดยรอบ เช่นนี้!!!.






