สื่อไทย ‘รัฐ-ราษฎร์’ เห็นต่างจาก ‘อำนาจ’ ก็อยู่ไม่ง่าย!!??

รัฐสภาเดินหน้า “ปรับ” ภาพลักษณ์สื่อในเครือ หวังสร้างความเข้าใจประชาธิปไตย พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วม แต่อีกด้าน สังคมไทย ยังตั้งคำถามต่อ “เสรีภาพ” ในการทำหน้าที่ของ “สื่อรัฐ” และแรงกดดันที่สื่อมวลชนฝั่งเองชนเอง ก็ต้องเผชิญ? ท่ามกลางความย้อนแย้ง! ระหว่าง…วาทกรรมประชาธิปไตย กับอำนาจที่ยัง “จำกัด” การตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อช่วงสายวันนี้ (9 พฤษภาคม 2569) ณ อาคารรัฐสภา, นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น…ประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ครั้งแรกของปี 2569

โดยมุ่ง…วางทิศทางการสื่อสารของฝ่ายนิติบัญญัติให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ ทั้งในด้าน รูปแบบ เนื้อหา และการเข้าถึงประชาชนผ่านหลายแพลตฟอร์ม

ประธานรัฐสภา ระบุว่า การสื่อสารถือเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงานภาครัฐ จึงจำเป็นต้องบูรณาการสื่อทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ เพื่อใช้จุดแข็งของ “สื่อรัฐสภา” ที่มีทั้งข้อมูลโดยตรง ความถูกต้อง และความใกล้ชิดกับกระบวนการนิติบัญญัติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พร้อมย้ำว่า “หากเราไม่สามารถสร้างสภาให้เป็นของประชาชนได้ ก็อย่าหวังว่า…ประชาธิปไตยจะงอกงาม ถ้าคนในสภาไม่ทำตัวให้เป็นที่พึ่งพาได้ ความศรัทธาก็จะไม่เกิด ดังนั้น เราต้องโปร่งใส และใช้กลไกนิติบัญญัติเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยหาก รัฐสภาไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “สภาเป็นของประชาชน” ได้ ความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยก็ยากจะเกิดขึ้น!!!

นอกจากนี้ นายโสภณ ยังได้เสนอให้มีการทบทวนโครงสร้างการดำเนินงานและการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึง นำงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้มาเพิ่มประสิทธิภาพภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนการ “เปิดพื้นที่” ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อและกิจกรรมทางการเมืองสร้างสรรค์ เช่น โครงการสภาจำลอง หรือเวทีเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านการถ่ายทอดสด เพื่อปลูกฝังความเข้าใจต่อระบบรัฐสภาตั้งแต่วัยเรียน

ประธานรัฐสภา ยังมองว่า รัฐสภาควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นกลไกเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มอง…คำประกาศเรื่อง “การสร้างความเข้าใจประชาธิปไตย” ผ่านสื่อของรัฐ ข้างต้น

สิ่งนี้…ย่อมทำให้ สังคมไทย อาจต้องตั้งคำถามกลับไปยัง “ผู้มีอำนาจ” ทางการเมือง ได้เช่นกันว่า…พวกคุณเข้าใจหลักประชาธิปไตยในมิติของ “เสรีภาพสื่อ” มากน้อยเพียงใด???

เพราะในความเป็นจริง! “สื่อของรัฐ” จำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับ “ข้อจำกัด” ในการนำเสนอความคิดเห็น หรือข้อมูลที่แตกต่างจาก “ผู้มีอำนาจ”

ขณะที่ “สื่อเอกชน” เอง ก็ยังต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน! ทั้งจาก…อำนาจรัฐ อำนาจทุน และการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือกดดัน

พฤติการณ์ “ฟ้องปิดปาก” ผู้สื่อข่าวและองค์กรสื่อ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง!!??

ดังนั้น การพูดถึงประชาธิปไตย! จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่…การผลิตรายการหรือสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่” ให้ “สื่อของรัฐ” ดูทันสมัย เท่านั้น

แต่จะต้องรวมถึง…การสร้างบรรยากาศที่ “เปิดกว้าง” ต่อการตรวจสอบ การตั้งคำถาม และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสุจริตด้วย

นั่นเพราะ…สื่อจะได้ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจต่อสังคมไทยได้อย่างแท้จริง และการจะทำเช่นนั้นได้ นั่นก็ต่อเมื่อ…สื่อนั้น มี “เสรีภาพ” เพียงพอที่จะสะท้อนความจริง! ได้อย่างไม่ต้องหวาดกลัวอำนาจใดๆ ก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง การ “เปิดพื้นที่” ให้เยาวชนไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ ย่อมถือเป็น…แนวคิดที่น่าสนใจ

แต่ “หัวใจสำคัญ” ไม่ใช่เพียงการให้เยาวชนได้เข้ามา “ร่วมกิจกรรม” หากแต่ยังจะต้อง “เปิดโอกาส” ให้พวกเขาได้เรียนรู้…การคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถาม “ต่ออำนาจ” อย่างสร้างสรรค์

เพราะ…ประชาธิปไตย ไม่ได้เติบโตจากการ “ท่องจำ…คำขวัญ” หากเติบโตจาก…วัฒนธรรมการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และการยอมรับสิทธิในการแสดงออกของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

ถึงบรรทัดนี้ “สื่อของรัฐ” จะได้รับความเชื่อถือจากประชาชนหรือไม่? อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับ…งบประมาณ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพียงอย่างเดียว

แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่า…ภายใต้เงื่อนไขทาง “อำนาจ” ที่ยังคงกดทับ “เสรีภาพ” ในการสื่อสารที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ สื่อนั้นๆ กล้า! จะทำหน้าที่เพื่อสาธารณะมากแค่ไหน? เพียงใด?

ในเมื่อวันนี้ สื่อคนไหนที่ “เห็นต่าง” ก็อยู่กันได้ยากเสียแล้ว!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password