กด! เกม ‘ต่อรอง’ อำนาจ

(ปม ปปง. ยึดทรัพย์ทุนเทา! สะกดแรงกระสันพรรคต้องสงสัย? หรือนี่คือ…เกมชง! เขย่าอำนาจต่อรองตั้งรัฐบาลใหม่)
ยึดเงินทุนเทา 1.3 หมื่นล้านบาท กลางจังหวะ “จัดตั้ง” รัฐบาลใหม่? เสมือนสร้าง “ตัวแปร” ที่จะไปเพิ่มต้นทุนทางการเมืองให้พรรคร่วมบางกลุ่ม ที่ต้องสงสัย? ขณะที่ “แกนนำพรรคหลัก” จำต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ตัวเลขเสียง” กับ “ความชอบธรรมระยะยาว” แม้คดีมิอาจจะล้มสูตรตั้งรัฐบาลในทันที! แต่สิ่งนี้…อาจทำให้ทุกดีลมีราคาแพงขึ้น! และทุกการตัดสินใจ…มีราคาที่ต้องจ่ายทั้งในวันนี้และอนาคตข้างหน้า
ปมที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติส่ง 4 คดีใหญ่ รวมทรัพย์สินราว 13,074 ล้านบาท ให้…อัยการยื่นศาลขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน! เกิดขึ้นในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่”
จังหวะเวลาเช่นนี้…ทำให้ข่าวกฎหมายธรรมดา กลายเป็นข่าวการเมืองโดยปริยาย เพราะทุกพรรคกำลังชั่งน้ำหนักผลได้–ผลเสียบนโต๊ะต่อรอง
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องย้ำก่อนว่า…ขั้นตอนที่เกิดขึ้นยังเป็นกระบวนการทางแพ่ง เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงของทรัพย์กับความผิด ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด! และไม่ได้ชี้ว่า…พรรคการเมืองใดกระทำผิด???
แต่ใน…เกมอำนาจ “ภาพลักษณ์” มักเดินนำ “คำพิพากษา” เสมอ!!! โดยเฉพาะเมื่อคำว่า…“ทุนเทา” ถูกตั้งคำถามตัวโตๆ บนเวทีเวทีการเมือง
สาระสำคัญของคดีรอบนี้…อยู่ที่ขนาดและโครงสร้างของทรัพย์สินและที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ เงินฝาก สินค้าแบรนด์เนม และธุรกรรมดิจิทัล
สะท้อนรูปแบบการ “แปลงเงินผิดกฎหมาย” เป็นทรัพย์จริง!
เช่นกัน การ “ตัดเส้นเลือด” ทางเศรษฐกิจ! ของเครือข่ายสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเสมือนเป็นการ “ส่งสัญญาณแรง” ไปยังกลุ่มทุน? ที่ถูกสังคมไทยตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์และการเกี่ยวข้อง…
ขณะเดียวกัน สิ่งนี้…ได้เพิ่มความคาดหวังต่อ “รัฐบาลใหม่” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ว่า…
จะวางเกณฑ์ “มาตรฐาน” ความโปร่งใส! ไว้ระดับใด???
คำถามสำคัญ ณ นาทีนี้ จึงไม่ใช่ “คดีจะล้มสูตรตั้งรัฐบาลหรือไม่?” เพราะโดยตัวมันเอง เนื้อคดี…ไม่เพียงพอจะทำให้ตัวเลขของเสียง สส.ในสภาผู้แทนราษฎรหายไปทันที! ตราบใดที่ “พรรคแกนนำ” ยังรวบรวมเสียงข้างมากได้
สูตรจัดตั้ง “รัฐบาลชุดใหม่” ก็ยังจะเดินหน้าได้…ตามกลไกรัฐสภา
แต่คดีนี้ทำให้ “ทุกดีลมีต้นทุนที่สูงขึ้น” ในเชิงการเมือง โดยเฉพาะ ต่อ…พรรคการเมืองที่ถูกสังคมไทยตั้งคำถามเรื่องสายสัมพันธ์กับทุนสีเทา!!??
ในเชิงเกมการต่อรอง…อำนาจมักไหลไปหาฝ่ายที่มี “ต้นทุนความเสี่ยง” ที่ต่ำกว่า
ดังนั้น เมื่อมีประเด็น “ทุนเทา” ปรากฏ! ระหว่างการรวมเสียง สส.จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฝ่ายที่ “แบก” ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ ย่อมต้องระมัดระวังให้มากขึ้น!!!
ข้อเรียกร้องบางประการ…อาจต้องลดระดับลง ไม่ว่าจะเป็น “โควตา” กระทรวงเกรดเอ บทบาทในหน่วยงานที่อ่อนไหว หรือพื้นที่กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทางการเงินและความมั่นคง ฯลฯ
ผลลัพธ์ ก็คือ…แกนนำพรรคหลัก “ถือไพ่” เหนือกว่าเล็กน้อย แม้จะไม่ใช่ “ไพ่เด็ด” ทำให้ชนะขาดในเกมการต่อรองอำนาจรอบนี้!!??
อย่างไรก็ดี เกมนี้…ไม่ใช่การกดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู! เพราะหากใช้ “แรงต่อรอง” มากจนเกินไป อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะไหลย้อนกลับ…มาสร้าง “ความเปราะบาง” ให้กับ “รัฐบาลอนุทิน 2” เอง
การตั้ง “รัฐบาลชุดใหม่” ยังคง…ยืนอยู่บนตัวเลขเสียงเป็นหลัก และการคงเสถียรภาพในสภา จำต้องอาศัยความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้า
นี่จึงเป็น…การ “ดึงเชือก” ที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจำต้องระวัง! เพื่อไม่ให้มันขาดผึงกลางทาง!!!
อีกมิติหนึ่ง…ที่ไม่อาจมองข้ามคือ ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินและภาพลักษณ์ประเทศ นั่นเพราะ…การเดินหน้าของ ปปง. ได้ช่วยส่งสัญญาณเชิงบวก ว่า…
รัฐเอาจริงกับการฟอกเงินและอาชญากรรมไซเบอร์
และ “รัฐบาลใหม่” เอง ก็ต้องแสดงท่าทีที่สอดรับอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้น…ผลเชิงบวก! อาจถูก “กลบ!” ด้วยคำถามทางการเมือง หากในระยะต่อไป…คดีมีการขยายผลหรือมีคำสั่งศาลที่ชัดเจน
แรงสะเทือนจากผลพวงดังกล่าว จะไหลกลับมากระทบกับรัฐบาลโดยตรง!!??
ในทางยุทธศาสตร์ คดีนี้…ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแปรเพิ่มต้นทุน” มากกว่าจะเป็น “ตัวแปรล้มเกม”
เพราะมันบังคับให้ทุกฝ่าย์ ต้องหันกลับมาคำนวณกันใหม่ ว่า…
ความชอบธรรมกับเสถียรภาพควรถ่วงน้ำหนักอย่างไร? และจะ “จัดวางความเสี่ยง” ของสมการ “รัฐบาลผสม” ไว้ตรงไหน?
จนถึงบรรทัดนี้…แผนจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” มีแนวโน้ม “ผ่าน” ได้ หากตัวเลขยังครบ แต่จะเกิดคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ…
เมื่อสิ่งนี้ ผ่านพ้นไปแล้ว…“หัวหน้ารัฐบาล” จะบริหารความเสี่ยงระยะกลางและยาว ภายใต้เงาทุนเทาที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด กันอย่างไร???
นั่นเพราะในยุคที่…ความชอบธรรมสำคัญพอ ๆ กับเสียงข้างมาก การตัดสินใจวันนี้ จึงเสมือนเป็นการกำหนด “ต้นทุนทางการเมือง” ของวันหน้าในอีกช้านี้!!!.






