อุ๊บ! พูดไม่ได้??? (รวยไม่ไหวแล้ว)


คำอวยพร “เงินไหลมาเทมา” จากปากของ “ผู้นำประเทศ – นายกฯอนุทิน” อาจฟังดูเป็นมงคลหลังสงกรานต์ แต่ประโยค “ไม่กล้าบอกว่า…ไม่ไหวแล้ว” กลับสะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่านั้น??? ระหว่าง…ความหวังในคำพูด กับความจริงในชีวิตของผู้คน

แกนหลัก “3 วัน…หัวใจ” ของเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ไทย จบลงไปแล้ว!!??

ที่เหลือคือ…การต่อยอดในเชิงกลยุทธ์ ขยายผล “เทศกาลสงกรานต์ – สาดน้ำ” ทั้งเพื่อ…ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระจายตัวไปเที่ยวและใช้จ่ายเงินในเมืองรองอื่นๆ ที่จัดงานตามแผนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

จัดให้ครบ 21 วัน ตลอดเดือนเมษายนนี้

ท่ามกลางบรรยากาศ “การต่อยอด” เทศกาลสงกรานต์ ก็เป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เมื่อช่วงสายวันนี้ (18 เมษายน 2569) หลังเสร็จสิ้นภารกิจเดินสายลงพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวานนี้…

โดย นายกฯอนุทิน เลือกที่จะส่งสารถึงประชาชนด้วยถ้อยคำที่ฟังดูคุ้นเคยและเต็มไปด้วยความหวัง

“ขอให้เงินทองไหลมาเทมา”

ก่อนจะทิ้งท้าย ด้วยประโยคที่ดูเหมือนจะเป็นเพียง “มุกเบา ๆ” ว่า…“ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน”

หากพิจารณาเพียงผิวเผิน คำพูดดังกล่าว อาจเป็นเพียง…การสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับสังคมไทย

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงบริบททางการเมืองและสังคมแล้ว แม้จะเป็น…ประโยคสั้น ๆ แต่ประโยคนี้ มันกลับสะท้อน “ความเป็นจริงอีกด้าน?” ที่ไม่ได้ถูกพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา

เพราะคำว่า “ไม่ไหวแล้ว” ไม่ใช่คำที่พูดแล้ว…จะเป็น “คลื่นกระทบฝั่ง” และเลือนหายไปจากสังคมไทย

ตรงกันข้าม! มันกลับเป็นคำที่ถูกนำมาพูดและใช้ “ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า” ในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนไม่น้อยกันเลย

เพียงแต่คำนี้ อาจไม่ค่อยปรากฏในภาษาของ “ผู้นำ” ในระดับต่าง ๆ สักเท่าใด?

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ คำอวยพรเรื่อง “เงินไหลมาเทมา” ไม่ได้ถูกกล่าวขึ้นในเวทีเศรษฐกิจ หรือในช่วงเวลาที่มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน

หากแต่เกิดขึ้นภายหลังการลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหตุการณ์ความรุนแรง การลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน และช่องโหว่ตามแนวชายแดน

ภาพที่ปรากฏ…จึงเต็มไปด้วยความย้อนแย้งในตัวเอง!!??

ด้านหนึ่ง คือ…ภาษาที่สร้างความหวังถึงความมั่งคั่ง

แต่ อีกด้าน กลับเป็น…การบริหารจัดการปัญหาที่สะท้อนถึงความเปราะบางของพื้นที่ ไม่ว่า…จะเป็นการเข้มงวดด้านความมั่นคง การยกระดับงานข่าว หรือแม้แต่การเห็นชอบในหลักการสร้างรั้วชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…นโยบายดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่???

หากแต่อยู่ที่ว่า…เหตุใด “ความมั่งคั่ง” ในระดับคำพูด จึงยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงในชีวิตจริง” ของผู้คนในบางพื้นที่ได้อย่างชัดเจน!!??

ประโยคที่ นายกฯอนุทิน บอกว่า…“ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

จึงมีนัยทางการเมืองมากกว่าที่ปรากฏ!!!

เพราะมันสะท้อนถึง…การเลือกใช้ภาษา ในฐานะ “เครื่องมือ” บริหารความรู้สึกของสังคมไทย

ดังนั้น การหลีกเลี่ยง “คำ” ที่สะท้อนความล้มเหลว หรือความยากลำบาก อาจช่วยรักษาบรรยากาศเชิงบวกในระยะสั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจทำให้ “ช่องว่างของความรู้สึก” ระหว่าง…รัฐกับประชาชนยิ่งขยายตัวมากกว่าเดิม???

เพราะในความเป็นจริงนั้น คำว่า…“ไม่ไหวแล้ว” ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลวเพียงอย่างเดียว

หากแต่เป็น…“สัญญาณ” ของแรงกดดันที่สะสม ไม่ว่าจะเป็น…

ภาระค่าครองชีพ รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย หรือความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คนจำนวนมากต้องเผชิญ

เมื่อพิจารณาควบคู่กับ…นโยบายด้านความมั่นคง เช่น การสร้างรั้วชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบสินค้า สิ่งนี้…ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามเชิงโครงสร้างว่า…

ปัญหาที่รัฐกำลังแก้ไขนั้น เป็น “ปลายเหตุ” หรือ “ต้นเหตุ” กันแน่!!!

เพราะในหลายกรณี การลักลอบสินค้าไม่ได้เกิดจากเพียงช่องโหว่ทางกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนต้องแสวงหาทางเลือกนอกระบบ

ดังนั้น ต่อให้มีรั้วกั้นที่แข็งแรงเพียงใด หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ คำว่า “ไม่ไหวแล้ว” ก็อาจยังคงดำรงอยู่ในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทย

ท้ายที่สุด! สังคมไทยในห้วงเวลานี้ อาจกำลังเคลื่อนตัวอยู่ระหว่าง…2 ชุดความหมาย?

ด้านหนึ่ง คือ…คำพูดที่เต็มไปด้วยความหวัง

อีกด้าน คือ…ประสบการณ์จริงของผู้คนที่หลากหลายและไม่เท่ากัน

คำถามตัวโต ๆ ไม่ใช่…“เงินจะไหลมาเทมาหรือไม่?” แต่คือ “ในความเป็นจริงแล้ว มีคนจำนวนเท่าไร? ที่ยังรู้สึกว่า…ตัวเองจะรับมือไหวอยู่?” มากกว่า…

เรื่องพรรค์นี้…ฉลาด ๆ อย่าง “นายกฯอนุทิน” จะไม่รับรู้และสัมผัสได้แล้วล่ะก็ คงไม่ใช่แล้วหล่ะ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password