บรรทัดฐานใหม่!!??

(‘คดี 44 สส.’ จุดตัดใหม่! บทบาทฝ่ายค้านไทย ก้าวสู่ยุคที่…ค้านแบบต้องคิด? เพื่อปิดเสี่ยง!)

การเมืองไทย…กำลังก้าวเข้าสู่ “จุดตัดใหม่” ที่กฎหมาย…ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกำกับพฤติกรรม แต่กำลังกลายเป็น..กลไกกำหนด “เพดาน” การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาฯ อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด!!!

สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ชัดเจนแล้วว่า…คดีอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล ได้ยกระดับจากข้อถกเถียงทางนโยบายเข้าสู่สนามกฎหมายเต็มรูปแบบ!

ภายหลัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม เห็นชอบยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112

ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ในข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากนี้จะเป็นขั้นตอนทางธุรการจัดเตรียมเอกสารพร้อมคำร้อง เพื่อยื่นต่อศาลฎีกา โดยจะต้องประสานงานกับศาลว่ามีความพร้อมเมื่อใด เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน 56 ชุด อีกทั้งต้องมีการสำเนาเอกสารให้กับคู่ความด้วย ยืนยันจะดำเนินการโดยเร็ว คำยืนยันจากปากของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569

แต่สาระสำคัญของคดีนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ข้อกฎหมาย” เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ “ผลกระทบเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังจะตามมา???

ในจำนวน 44 คน มี 10 คนที่ยังดำรงตำแหน่ง สส. พรรคประชาชนในปัจจุบัน และล้วนเป็นแกนนำระดับหัวขบวน ไม่ว่าจะเป็น…ผู้นำพรรค ทีมเศรษฐกิจ หรือแนวหน้าการอภิปราย

ไล่ตั้งแต่…นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และนายรังสิมันต์ โรม ฯลฯ


“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นเหมือนที่หลายคนเห็น? นั่นคือ…หากศาลฎีกาประทับรับคำร้อง และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ผลที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงการลดจำนวน สส.

แต่มันจะทำให้…ฝ่ายค้าน “เสียแกน” พร้อมกันในจังหวะเดียว!!!

นี่คือ…จุดที่คดีนี้แตกต่างจากคดีการเมืองทั่วไป!!??

ใน มิติทางกฎหมาย คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า “การใช้สิทธิของฝ่ายนิติบัญญัติ” สามารถถูกตีความเป็น “ความผิดจริยธรรมร้ายแรง” ได้หรือไม่???

หาก คำตอบคือ “ได้” นั่นหมายความว่า…ต่อไปนี้ ทุกครั้งของการเสนอแก้กฎหมาย หรือกิจกรรมอื่นใด ภายใต้กรอบรัฐสภา

การกระทำดังกล่าว อาจมี “ต้นทุน” ถึงขั้น “ตัดสิทธิ” ทางการเมืองตลอดชีวิต!!!

และนั่นจะสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” ที่ทรงพลังต่อพฤติกรรมของ สส. ในอนาคต

แต่ใน มิติทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังถูกตีความอีกแบบหนึ่ง?

บรรดาแกนนำพรรคประชาชน แสดงจุดยืนตรงกันว่า…การเสนอแก้กฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และมองกระบวนการนี้ว่าเป็น “นิติสงคราม”

การประกาศ “สู้ยิบตา” พร้อมเตรียมคำร้องต่อศาลไม่ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้คดี แต่คือความพยายามรักษา “พื้นที่ทางการเมือง” ของฝ่ายค้าน

ทำให้คดีนี้..ไม่ได้มีเพียง 2 ฝ่ายในศาล แต่มี “สังคม” เป็นผู้ตัดสินอีกชั้นหนึ่ง!!!

หากสังคมไทยมองว่า…นี่คือการใช้กฎหมายจำกัดฝ่ายค้าน คดีนี้อาจกลายเป็นแรงส่งทางความชอบธรรม

ตรงกันข้าม หากสังคมไทยดันไปยอมรับ กรอบ “จริยธรรมร้ายแรง” ที่ ป.ป.ช. ประเคนให้กับนักการเมืองกลุ่มนี้ล่ะก็

คดีนี้…ก็จะกลายเป็นการ Reset สมดุลอำนาจทางการเมืองไทย โดยไม่ต้องใช้การเลือกตั้งแต่อย่างใด?

เมื่อมองในระยะสั้นที่สุด! ภาพอนาคตสามารถแยกออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์

ฉากทัศน์แรก ศาลรับคำร้องและสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ฝ่ายค้านจะสูญเสีย “หัวขบวน” ในทันที เกมในสภาจะอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ และรัฐบาลจะได้เปรียบในช่วงตั้งหลัก

ฉากทัศน์ที่สอง ศาลรับคำร้องแต่ไม่สั่งหยุด

ฝ่ายค้านยังคงรักษากำลังหลักไว้ได้ และสามารถเปลี่ยนคดีให้เป็น “ทุนทางการเมือง” ผ่านการต่อสู้เชิงความหมาย

ฉากทัศน์ที่สาม กระบวนการยืดเยื้อ

แม้ไม่มีแรงกระแทกทันที แต่ฝ่ายค้านจะถูกตรึงอยู่กับความไม่แน่นอน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบเชิงเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าฉากทัศน์ใดจะเกิดขึ้น คดีนี้ได้สร้างผลสะเทือนบางอย่างขึ้นแล้ว!!??

นั่นคือ…การทำให้ “การเสนอแก้กฎหมาย” ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของรัฐสภา ถูกตั้งคำถามถึงขอบเขตความชอบธรรมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน???

และ หาก “บรรทัดฐาน” นี้ ได้รับการยืนยัน สิ่งนี้…จะทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ยุคที่ฝ่ายค้านต้องคิดไม่ใช่แค่ว่า “ควรเสนออะไร?” แต่ต้องคิดว่า “อะไรที่เสนอได้โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกลงโทษหรือไม่?”

นี่คือ…การเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าผลของคดี!!!

เพราะท้ายที่สุด! สิ่งที่กำลังถูกพิจารณาอยู่ในชั้นศาล ในอีกไม่กี่เพลาข้างหน้า อาจไม่ใช่แค่…การกระทำของคน 44 คน

แต่มันคือ…“ขอบเขตของความเป็นฝ่ายค้าน” ในการเมืองไทยยุคใหม่ กันเลยทีเดียว!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password