นายกฯจะเอา? ‘รัฐรวมศูนย์’ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

นายกฯอนุทิน สวมบท “มท.1” ประกาศบาลเดินหน้า “ปรับโหมด” สู่การบริหารวิกฤตแบบ “รวมศูนย์” หลังผลพวงวิกฤตตะวันออกกลางฉุดราคาพลังงานและเขย่าความเชื่อมั่น ย้ำ! ปมตัดสินใจ “ลอยตัวราคาน้ำมัน” สะท้อนโจทย์ยาก? ระหว่าง…เสถียรภาพเศรษฐกิจกับแรงกดดันทางการเมือง เผย! รัฐเดิมพันกับการสื่อสารและกฎหมาย หวังคุมสถานการณ์และความตื่นตระหนกของสังคมไทย
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ปะทุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำลังส่งสัญญาณชัดเจน ถึงการ “เปลี่ยนโหมด” จากการบริหารเศรษฐกิจตามปกติ ไปสู่การบริหารวิกฤตแบบรวมศูนย์ หรือที่อาจเรียกได้ว่าเข้าสู่สภาวะ “Crisis State” อย่างเต็มรูปแบบ
การลงนามจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ในระดับกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับการ “เรียกประชุม” ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ วานนี้ (27 มี.ค.2569) ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่มันได้สะท้อน…การปรับโครงสร้างอำนาจการบริหาร ให้สามารถสั่งการและขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางไปสู่พื้นที่ได้อย่างเป็นเอกภาพและรวดเร็วมากขึ้น
แก่นของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ อยู่ที่การ “รวมศูนย์การตัดสินใจ” เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ทันเวลา ในขณะที่ บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดถูกยกระดับให้เป็น “ตัวแทนของนายกรัฐมนตรี” ในพื้นที่อย่างชัดเจน
หมายความว่า…ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการบริหารวิกฤต จะถูกกระจายลงไปสู่ระดับพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม “จุดตัดสำคัญ” ทางการเมืองของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างการบริหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ การยุติการตรึงราคาน้ำมัน และปล่อยให้ราคาปรับตามกลไกตลาด
การตัดสินใจดังกล่าว เป็นการเลือก “รักษาเสถียรภาพของระบบ” มากกว่าการแบกรับภาระทางการคลังเพิ่มเติม เพื่ออุดหนุนราคาในระยะยาว
แม้จะช่วยป้องกันปัญหาการขาดแคลนและรักษาสมดุลของอุปทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังประชาชนโดยตรง ซึ่งย่อมมีผลกระทบทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลไม่ได้มองวิกฤตนี้ ในมิติของ “การขาดแคลนทรัพยากร” เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ความตื่นตระหนกของสังคม” ในฐานะ…ตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
จากข้อมูลการใช้พลังงานที่พุ่งสูงเกินความจำเป็น อันเป็นผลจากการกักตุนและความวิตกกังวลของประชาชน
กล่าวคือ…ในภาวะปกติ พบปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวันอยู่ที่ 67 ล้านลิตร ขณะที่กำลังผลิตรวมของประเทศ อยู่ที่ 77 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมันเพียงพอ
แต่พอสังคมไทยเกิดอาการวิตกจริต อาการ “กักตุนพลังงาน” จึงทำให้ปริมาณความต้องการ พุ่งสูงถึง 87 ล้านลิตร/วัน
รัฐบาลระบุชัด! ปัญหาแท้จริงคือ “ความตื่นตระหนก + การกักตุน” ยืนยัน…ไม่ใช่เพราะปริมาณการผลิตไม่เพียงพอแต่อย่างใด?
ด้วยเหตุนี้ เครื่องมือที่รัฐบาลเลือกใช้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่…มาตรการเศรษฐกิจ แต่ขยายไปสู่การ “บริหารการรับรู้” ผ่านการสื่อสารเชิงรุก และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อผู้ที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น…
การกักตุนสินค้า การเก็งกำไร หรือการลักลอบจำหน่ายในพื้นที่ชายแดน
ในเชิงการเมือง นี่คือ…ความพยายามในการสร้าง “สมดุลใหม่” ระหว่างการปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน กับการควบคุมพฤติกรรมในระบบเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่ความไม่สงบในระดับสังคม
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงสำคัญ นั่นคือ…
หากการสื่อสารของรัฐไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ หรือหากการบังคับใช้กฎหมายถูกมองว่าไม่ทั่วถึงหรือไม่เป็นธรรม
ความพยายามในการควบคุมสถานการณ์ อาจกลับกลายเป็นแรงต้านทางสังคมและการเมืองที่รุนแรงยิ่งขึ้น!!!
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตา ก็คือ…การโยกย้ายภาระความรับผิดชอบไปยังระดับพื้นที่ แม้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับบริบทในแต่ละจังหวัด แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดช่องให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำในการบริหารวิกฤต” หากศักยภาพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในภาพใหญ่ สิ่งที่ รัฐบาลกำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียง…การจัดการวิกฤตพลังงาน แต่คือ…การบริหาร “ความขัดแย้งของเป้าหมาย” ระหว่าง…การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการคงไว้ซึ่งวินัยทางการคลัง
ซึ่งทั้ง 3 เป้าหมายนี้ ไม่สามารถบรรลุได้พร้อมกันโดยไม่มีต้นทุนทางการเมือง!!??
ดังนั้น การเข้าสู่โหมด Crisis State ของรัฐบาลในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง…การเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการ แต่คือการยอมรับโดยปริยายว่า รัฐจำเป็นต้อง “เลือก” และทุกการเลือกย่อมมีผู้ได้และผู้เสีย
ในท้ายที่สุด! ความสำเร็จของการบริหารวิกฤตครั้งนี้ จะไม่ได้วัดจากจำนวนมาตรการที่ออกมา หรือความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่น ว่า…
การตัดสินใจที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการเลือกที่จำเป็น และเป็นไปเพื่อรักษาสมดุลของประเทศในระยะยาว
เพราะ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม นั้น การบริหารวิกฤต…จะไม่ใช่แค่การควบคุมสถานการณ์ แต่มันคือ…การรักษาความไว้วางใจของสังคม ซึ่งอาจเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของรัฐในยามวิกฤตก็เป็นไปได้เช่นกัน!!!.






