War Room ครบวงจร

(ศูนย์บัญชาการนายกฯ: ‘อนุทิน’ คุม 3 แนวรบ…จัดวางเกม ‘เสถียรภาพ’ ก่อนตั้งรัฐบาลชุดใหม่)
ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลาง พ่วงกระแสจัดตั้งรัฐบาล และแรงสั่นสะเทือนคดีทุนเทา น่าสนใจว่า… นายกฯอนุทิน จะเลือกวางตัวเป็น “ศูนย์บัญชาการ” มากกว่านักการเมืองสายดีลหรือไม่? กับคำถามตัวโต! คือ นี่คือ “ยุทธศาสตร์สร้างเสถียรภาพ” หรือแค่ “การรวมศูนย์อำนาจเชิงโครงสร้าง”???
การเมืองไทยในจังหวะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” หลังการเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังคงถูก “ตีความ” ผ่านตัวเลขเสียง ส.ส. และดีลพรรคร่วมรัฐบาล
แต่ห้วงเวลาเดียวกันนี้ ภาพที่ปรากฏออกมาจากทำเนียบรัฐบาล กลับมีบางมิติ? ที่ลึก!…กว่านั้น เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” เลือกจะสื่อสารตัวเองในฐานะ “ผู้นำศูนย์บัญชาการ” ที่ต้องคุมเกมพร้อมกันถึง 3 แนวรบ!!??
ทั้งใน สถานการณ์…ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เสถียรภาพภายในทางการเมือง และการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กัน
แนวรบแรก! เริ่มต้นจาก “เปลวไฟสงคราม” ในตะวันออกกลาง
สำหรับคนไทย? ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้น! อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวมากนัก นั่นเพราะ…เส้นทางพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ของโลก มันเชื่อมโยงมาถึงเศรษฐกิจไทยโดยตรง
วันก่อน (2 มี.ค.) นายกฯอนุทิน เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเช้า ก่อนต่อด้วย “วงหารือ” ทีมเศรษฐกิจในช่วงบ่าย พร้อมเชิญ…ภาคเอกชน สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมประเมินสถานการณ์
ภาพนี้…ไม่ใช่เพียงการประชุมตามขั้นตอนราชการ แต่เป็นการ “จัดวางโครงสร้าง War Room ทางนโยบาย” อย่างชัดเจนที่สุด!!!
นายกฯอนุทิน ยืนยันต่อสาธารณะ ว่า…“ประเทศไทยมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรง ความมั่นคงด้านพลังงานยังควบคุมได้ มีการสำรองเชื้อเพลิงไว้แล้ว”
พร้อมทิ้งประโยคสำคัญ ที่ว่า…“ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ!”
การสื่อสารเช่นนี้ มีนัยทางการเมืองมากกว่าการรายงานสถานการณ์ เนื่องเพราะเป็นการวางกรอบให้ประชาชนไทย ได้มอง… “(ว่าที่) รัฐบาลอนุทิน 2” ในฐานะ…ผู้ควบคุมสถานการณ์ ไม่ใช่…ผู้ถูกสถานการณ์ควบคุม!!??
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ…การสร้างความชอบธรรมเชิงบริหาร (administrative legitimacy) ก่อนความชอบธรรมเชิงการเมือง…จะหยุดนิ่ง!!??
การจัดตั้ง “รัฐบาลชุดใหม่” อาจยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ภาพ “ผู้นำ” ที่ “คุมสถานการณ์ได้” จะต้องถูกวางให้ชัดเสียก่อน เพราะหากราคาพลังงานผันผวน หรือค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจริง!
รัฐบาลจะต้องมีฐานความเชื่อมั่นจากสังคมไทย…มารองรับ
แนวรบที่สอง คือ…เกมอำนาจภายในประเทศ
ท่ามกลางคำถามจากกองทัพสื่อมวลชน ที่ว่า…นายอนุทินจะควบตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” หรือไม่? คำตอบที่ได้รับกลับเรียบง่าย แต่คมชัด…
“เป็นนายกรัฐมนตรีก็คุมอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ได้นั่ง ก็ยังกำกับดูแลได้”
ประโยคนี้…มันสะท้อนการสื่อสารได้มากถึง 3 ชั้นในเวลาเดียวกัน ชั้นแรก คือ…ไม่สร้างแรงเสียดทานกับพรรคร่วม ชั้นที่สอง คือ…ย้ำว่า “อำนาจบริหาร” รวมศูนย์อยู่ที่ตำแหน่งนายกฯ และ ชั้นที่สาม คือ…การระวังมิติรัฐธรรมนูญแ ละกระบวนการโปรดเกล้าฯ ด้วยการไม่พูดล่วงหน้าเกินกรอบอำนาจ
ขณะเดียวกัน การประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่จะมีขึ้นในช่วง 8-9 มี.ค.นี้ ณ สนามช้าง อารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่า…เป็นเพียงการปฐมนิเทศ “ละลายพฤติกรรม…เต้นไก่ย่างถูกเผา”
ประโยคข้างต้น ฟังดู…อาจดูเหมือนเป็นคำพูดเบา ๆ ในเชิงสัญลักษณ์การนัดปะพบเจอของ ส.ส.ใหม่ แต่ในทางการเมือง แล้ว นี่คือ…การจัดระเบียบกำลังภายในพรรคที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด!!!
จากเดิมราวที่เคยมีเพียง กว่า 70 ที่นั่ง สู่จำนวน ส.ส.เกือบ 200 คน ดังนั้น การ “รวมอำนาจภายใน” ก่อนประกาศพรรคร่วมรัฐบาล มันคือ…จังหวะ “ตั้งหลัก” ที่รอบคอบ
เพราะเมื่อ “ฐานภายในมั่นคง” การเจรจา “ภายนอก” ย่อมแข็งแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ!!!
แนวรบที่สาม คือ….การปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา และคอลเซ็นเตอร์
แนวรบนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองโดยตรง จากกรณี “หมายจับ – ผู้ต้องหา” ในคดีฉ้อโกงและฟอกเงินข้ามชาติ
นายกฯอนุทิน เลือกยืนบนหลักการชัดเจน ว่า…“ใครทำผิดกฎหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร?”
และเมื่อถูกถามถึง แรงกระเพื่อมทางการเมือง เขาตอบสั้น ๆ ว่า…
“ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่นะ!!!”
ประโยคนี้…อาจฟังดูแข็ง! แต่ในทางการเมือง มันคือ…การวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ “เหนือ” สมการแห่งผลประโยชน์
หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ โดยไม่เลือกปฏิบัติได้จริง ภาพความเป็น “รัฐที่ยืนข้างกฎหมาย” จะกลายเป็น “เกราะป้องกันทางการเมือง” ที่ทรงพลังในระยะยาว
โดยเฉพาะ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ!!??
เมื่อ 3 แนวรบ ถูกวางเรียงกันจนเห็นภาพที่ชัดขึ้น! จนกลายเป็น ยุทธศาสตร์เดียวกัน!!! นั่นก็คือ…การสร้างเสถียรภาพผ่านการ “รวมศูนย์” การตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็น…ความมั่นคงพลังงาน การกำกับหน่วยงานด้านความมั่นคง หรือ การบูรณาการข้อมูลปราบปรามทุนเทา ร่วมกับ…ตำรวจ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง
ทั้งหมดนี่คือ…โครงสร้างการบริหารแบบ “ศูนย์กลางบัญชาการ” ที่พยายาม “ลดช่องว่าง” ระหว่าง…นโยบายกับการปฏิบัติ!!??
คำถามตัวโตๆ ที่ตามมา ก็คือ…การรวมศูนย์เช่นนี้ จะนำไปสู่ความเข้มแข็ง! หรือจะถูกวิจารณ์ว่าเป็น “การกระจุกอำนาจ???”
คำตอบขึ้นอยู่กับ…ผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นจริง!!!
หาก “รัฐบาลอนุทิน” สามารถจะคุมราคาพลังงานได้ ไม่เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ดูแลคนไทยในต่างแดนได้ปลอดภัย และเดินหน้าปราบทุนเทาอย่างเป็นรูปธรรม…
เสียงวิจารณ์เรื่อง “อำนาจรวมศูนย์” จะเบาลงโดยปริยาย
แต่หาก 1 ใน 3 แนวรบข้างต้น…สะดุด! ความคาดหวังที่มีในระดับ “ยกสูง!” ก็อาจกลายเป็น…แรงกดดันไหลกลับคืนมาได้
ในเชิงคาดการณ์ ระยะสั้น คือ…บททดสอบความเร็วและความต่อเนื่องของ War Room
ระยะกลาง คือ…ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการเมืองกับการบริหาร
และ ระยะยาว คือ…การเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “นายกฯที่มาจากเกมจัดตั้งรัฐบาล” ไปสู่ “นายกฯที่เติบโตจากการบริหารวิกฤต”
หาก นายอนุทิน ทำได้สำเร็จ! การเมืองไทย…อาจได้เห็น “ผู้นำ” ที่ใช้สารพัดวิกฤต! เป็นเวที “สร้างความชอบธรรมใหม่”
ในทางกลับกัน…ถ้าทำไม่สำเร็จ “ศูนย์บัญชาการ” ที่ตั้งขึ้นวันนี้ อาจถูกทดสอบอย่างหนัก! จาก…แรงเสียดทาน ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
จนถึงบรรทัดนี้…ยุทธศาสตร์คุมเกม “3 แนวรบ” ของ นายกฯอนุทิน จึงไม่ใช่เพียง…การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
หากแต่เป็นการ “เขียนบทใหม่” ของ…”ภาวะผู้นำ” ในช่วงรอยต่ออำนาจ ว่า…ประเทศไทยจะเดินผ่านไฟสงครามภูมิรัฐศาสตร์ “ตะวันออกลาง” รวมถึง…เกมจัดตั้งรัฐบาล และเงาอาชญากรรมเศรษฐกิจ ด้วยเสถียรภาพแบบใด?
และ ใคร?…จะเป็นผู้ควบคุมจังหวะของเกมนี้อย่างแท้จริง!!!.






