‘อนุทิน’ ถก สมช.– คุมเสี่ยงเศรษฐกิจ รับปมถล่ม ตอ.กลาง

นายกฯอนุทินเรียก สมช.ประเมินศึกสหรัฐ – อิสราเอล – อิหร่าน วางกรอบ “ดูแลคนไทย – คุมความมั่นคงในประเทศ” ควบคู่ประชุม “ทีมเศรษฐกิจ” จำกัดแรงกระแทกพลังงาน–การค้า เผย! รัฐบาลส่งสัญญาณยืนข้างสันติวิธี แต่เตรียมทุกฉากทัศน์ ทั้งอพยพ – ไซเบอร์ – ราคาน้ำมัน – ค่าครองชีพ
ไม่เพียงเป็น “วาระระดับโลก” งานนี้…แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างจาก “จุดศูนย์กลาง” วงปะทะ “สหรัฐ-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ทว่าผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว กลับส่งผลกระทบต่อไทยในหลายมิติ
โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่ากันว่า…รอบนี้ คงไม่ได้เป็นเพียงการติดตามสถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารของ “คู่สงคราม” เท่านั้น
หากแต่ยังจะสะท้อน “การจัดวางท่าทีเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐบาลไทย…ในห้วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังสั่นสะเทือนโลก!!!
การที่ นายอนุทิน นั่งหัวโต๊ะทั้งเวทีความมั่นคงช่วงเช้า และต่อยอดสู่เวทีเศรษฐกิจในช่วงบ่าย แสดงให้เห็นว่า… รัฐบาลกำลังอ่านเกมตะวันออกกลางใน 2 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นแรก เน้น…ความปลอดภัยของพลเมืองไทยในพื้นที่เสี่ยง
ชั้นที่ 2 โฟกัส…ผลกระทบจากแรงกระเพื่อมที่พร้อมจะสั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในชั้นความมั่นคง การแถลงของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ชัดเจนว่า…ไทย “ห่วงใย – เรียกร้องสันติวิธี – ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมเดินหน้า “อพยพคนไทย” ออกจากอิหร่านผ่านชายแดนตุรกี
อีกทั้งยังเตรียมนำ เครื่องบินพาณิชย์ หรือประสานกองทัพอากาศ เอาไว้เพื่อรองรับทุกฉากทัศน์ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า…แรงงานไทยในอิสราเอลยังปลอดภัย และเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวในยูเออี บาห์เรน กาตาร์ และคูเวต อย่างใกล้ชิด
สารที่ รมว.ต่างประเทศของไทย ส่งออกมา ไม่ใช่แค่…การสื่อสารเชิงมนุษยธรรม แต่มันคือ…การกำหนด “ตำแหน่งแห่งที่” ของไทยในเวทีระหว่างประเท
ไทยเรา…ไม่เลือกข้างความขัดแย้ง!!! แต่เลือกข้างความปลอดภัยของพลเมืองและเสถียรภาพภูมิภาค
ด้าน ความมั่นคงภายในประเทศ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้ประสานงานไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) หน่วยข่าวกรอง และกระทรวงดิจิทัลฯ เดินเกม…ตรวจเข้มการข่าว การเข้า–ออกประเทศ การดูแลสถานทูตสหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน
ควบคู่ไปกับ…การ “จับตา” ปฏิบัติการไซเบอร์ที่อาจบิดเบือน…ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก
ทั้งหมดนี้ คือ…มิติ “กันชนภายใน” เพื่อไม่ให้ “ไฟสงคราม” ที่แม้จะอยู่ไกลตัว ได้กลายมาเป็น “แรงเสียดทาน” ในสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม “จุดชี้ขาด!” เชิงยุทธศาสตร์…กลับอยู่ในช่วงบ่าย เมื่อการประชุมย้ายจาก “โต๊ะความมั่นคง” มาสู่ “โต๊ะเศรษฐกิจ” ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
โดยมีทั้ง…ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย ปลัดกระทรวง และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง
“เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบกันอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางทหาร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เป้าหมายการโจมตีขณะนี้ ยังคงเป็นเป้าหมายทางการทหาร โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้และโจมตีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในปฏิบัติการทางการทหารไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซด้วย ในส่วนของประเทศไทยจะต้องมีส่วนที่ได้รับผลกระทบเช่นกันไม่มากก็น้อย ดังนั้น การเรียกประชุมวันนี้ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด”
คำกล่าวเปิดประชุมข้างต้นของ นายกฯอนุทิน สะท้อนการประเมินว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่กระทบราคาพลังงานโลก ซึ่งจะส่งผ่านมาถึงค่าครองชีพ การขนส่ง การส่งออก การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นตลาดการเงินไทย
การมี ดร.เอกนิติ ร่วมวงตั้งแต่เช้า สะท้อนว่า รัฐบาลกำลังผสานข้อมูลความมั่นคงเข้ากับการบริหารเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการดูแลราคาพลังงาน การติดตามตลาดเงิน–ตลาดทุน หรือการประเมินสภาพคล่องของภาคธุรกิจ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ ไทยกำลังเผชิญโจทย์สามด้านพร้อมกัน???
ด้านแรก คือ…การรักษาสมดุลทางการทูต ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจกับอิหร่าน การแสดงท่าทีสนับสนุนสันติวิธี ช่วยลดแรงกดดันต่อไทยในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับหลายฝ่าย
ด้านที่สอง คือ…การบริหารความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจเปิดอย่างไทย หากการสู้รบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันผันผวนย่อมกดดันเงินเฟ้อ และอาจกระทบต้นทุนภาคส่งออก – นำเข้าโดยตรง โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือและประกันภัยขนส่ง
ด้านที่สาม คือ…การรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ทั้งในมิติความมั่นคงและสังคมข่าวสาร การกำชับ “หน่วยข่าวกรอง – ตำรวจ – ดีอี” เฝ้าระวังโลกไซเบอร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งภายนอกถูกนำมา “แปลความ” จนกลายเป็นความแตกแยกภายใน
ภาพรวมจึง สะท้อนยุทธศาสตร์ “2 วงล้อม” ของรัฐบาล โดย “วงล้อมนอก” คือ…การทูตเชิงรุก – ดูแลพลเมือง – รักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ
ส่วน “วงล้อมใน” คือ…การคุมผลกระทบทางเศรษฐกิจ–พลังงาน–ค่าครองชีพ และความปลอดภัยสาธารณะ
คำถามใหญ่กลางสถานการณ์นี้ นั่นคือ…หากสงครามยืดเยื้อจริงตามที่ฝ่ายความมั่นคงประเมิน ไทยจะสามารถจำกัดความเสียหายให้อยู่ในกรอบได้มากเพียงใด?
การประชุมวันนี้ จึงไม่ใช่แค่….การตอบสนองเหตุการณ์ แต่เป็นการ “ทดสอบศักยภาพ” ของรัฐไทยในการบริหารวิกฤตข้ามมิติ — จากสนามรบไกลโพ้น สู่ครัวเรือนไทย
ในเชิงการเมืองภายใน การที่ นายกฯอนุทิน นำทั้ง เวทีความมั่นคงและเศรษฐกิจ ด้วยตนเอง ยังเป็นการตอกย้ำภาพ “ผู้นำบริหารวิกฤต” ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก การควบคุมจังหวะข่าวและการแถลงอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความตื่นตระหนก
พร้อมกับ ส่งสัญญาณให้ตลาด รับรู้ว่า…รัฐบาลไม่ได้รอให้ผลกระทบเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยแก้ แต่กำลังเตรียมมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า
ไฟตะวันออกกลางอาจอยู่ไกล แต่เส้นทางน้ำมัน การค้า และแรงงานไทยผูกพันกับภูมิภาคนั้นอย่างลึกซึ้ง!!!
การประชุมทั้งภาคเช้าและบ่ายในวันนี้ ของ “รัฐบาลไทย” จึงเป็นมากกว่า…การรายงานสถานการณ์ หากแต่คือ การประกาศว่า….ไทยจะไม่ปล่อยให้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มากำหนดชะตาเศรษฐกิจฝ่ายเดียว
แต่จะพยายาม “กำหนดพื้นที่ปลอดภัย” ของตนเองให้กว้างที่สุด? ท่ามกลางโลก…ที่กำลังร้อนแรงสุดขั้ว!!??.






