เสถียรภาพรัฐบาล

(อนุทิน…คุมเกมจัดตั้ง ‘รัฐบาลใหม่’ มุ่ง ‘เสถียรภาพของรัฐ’ สำคัญกว่าสูตร ‘เสียง สส.’ ในสภา)

เส้นแบ่งทางการเมือง…หลังการเลือกตั้ง เปลี่ยนจาก…ใครรวมเสียงได้มากสุด! ไปอยู่ที่ปม “รัฐบาลใหม่” จะลดแรงปะทะทางการเมืองได้แค่ไหน? สถานการณ์ที่ต้องการความนิ่ง ความต่อเนื่อง และความชอบธรรม! มากกว่าการต่อรองตำแหน่ง สิ่งนี้…จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่อาจเลี่ยง!!!

“การเมือง…เป็นเรื่องของผลประโยชน์” สำนวนประโยคนี้…ไม่ผิดและไม่เคยผิด!

ทว่า…ท่ามกลาง โลกยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีช่วยให้การมองเห็น ทะลุ! ในทุกจุดอับ…สิ่งซ่อนเร้น? จำเป็นที่ “คนคุมเกมการเมือง” จำต้องระมัดระวัง! แม้กระทั่ง การจับขั้วพรรคร่วมรัฐบาล

ต้องไม่เสี่ยงต่อการจะถูก “ฟ้าผ่า!” และ “เสียงก่นด่า” จากคนไทย???

ดุลยภาพและเสถียรภาพในทางการเมือง ณ นาทีนี้ ย่อมมีค่าเกินกว่า…สูตรการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากจนเกินไป แล้วไปเสี่ยงต่อความอยู่รอดในวันข้างหน้า…เป็นไหนๆ

มันไม่ใช่…ความเสี่ยงจากจำนวน สส.ในสภา ที่น้อย แต่เป็นความเสี่ยงจาก…ภาพลักษณ์ และการยอมรับของสังคมไทย มากกว่า!!???

เมื่อดูจาก…ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา “คอการเมือง” โดยเฉพาะ บรรดาแนวร่วม “อนุรักษ์นิยมพลัส” ที่หลายคนอาจเป็นกังวลใจว่า…การเมืองไทยดูเหมือนจะกลับเข้าสู่ “โหมด” การต่อรองอำนาจแบบเดิมอีกครั้ง หรือไม่?

แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น…ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อ “จัดตั้งรัฐบาล” หากแต่เป็นการ “ชั่งน้ำหนัก” ครั้งสำคัญ! ระหว่าง…

“จำนวนเสียง” กับ “เสถียรภาพของรัฐ” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้…

ท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่มักจะตอกย้ำซ้ำๆ กับนักข่าว ในทำนอง…จะรอให้กระบวนการของ กกต. เสร็จสิ้น! ก่อนจะเริ่มจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ปมนี้…ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำตาม “มารยาททางกฎหมาย” หากแต่มันได้ สะท้อนถึง “วิธีคิด” แบบการเมืองเชิงโครงสร้าง

กล่าวคือ…การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ จะต้องไม่เร่งรีบ! จนเปิดช่องให้เกิดแรงเสียดทานในภายหลัง และต้องไม่สร้างเงื่อนไข “ความขัดแย้งใหม่” ให้กับรัฐบาล ทั้งในระยะกลางและระยะยาว

ในบริบทเช่นนี้ การถกเถียงเรื่อง “สูตรรัฐบาล” จึงอาจเป็นเพียง “ชั้นนอก” ของปัญหา ขณะที่ “แก่นแท้” ของสถานการณ์ น่าจะอยู่กับคำถาม ที่ว่า…

“รัฐบาลใหม่” จะสามารถทำให้…สภาผู้แทนราษฎร กลับมาเป็น “พื้นที่ถกเถียง” เชิงนโยบาย มากกว่า “พื้นที่ปะทะ” เชิงอารมณ์ได้หรือไม่? และจะสามารถลดแรงกดดัน จากทั้ง “ในและนอกระบบการเมือง” ได้เพียงใด?

ตลอดช่วงหลังการเลือกตั้ง มีการพูดถึง “สูตรจัดตั้งรัฐบาล” หลายรูปแบบ ทั้งสูตรที่เน้นการ “รวมเสียงให้มากที่สุด” และสูตรที่พยายาม “ลดจำนวนพรรคเพื่อเพิ่มเอกภาพ”

แต่สิ่งที่เริ่มเห็นชัด นั่นคือ…สูตรที่มี “เสียงมากพอ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว??? หากว่าสูตรนั้น…ยังคงมีความเสี่ยงเชิงภาพลักษณ์ ความระแวงระหว่างพรรคร่วม หรือประวัติความขัดแย้ง…ที่พร้อม “ปะทุ!” ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ…

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า…“เสถียรภาพ” ถูก นายอนุทิน หยิบยกขึ้นมาเป็นคำอธิบายหลัก ของการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” มากกว่าคำว่า “ชัยชนะ” หรือ “ความได้เปรียบ” ทางการเมือง

เสถียรภาพในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการมี “เสียงเกินกึ่งหนึ่ง” ในสภา แต่หมายถึง…ความสามารถในการประคองรัฐบาล เพื่อให้ “เดินหน้า” ต่อไป โดยไม่ถูก “ฉุดรั้ง!” จากแรงปะทะซ้ำซาก!!!

ทั้งในสภา บนท้องถนน และในสายตาของ…กลุ่มอำนาจนอกการเมือง!!!

หากมองจากมุมนี้ การจัดวางบทบาทของแต่ละพรรคการเมือง จึงสำคัญไม่แพ้ตัวเลข ส.ส.

พรรคแกนนำรัฐบาล จะต้องทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ในการคุมจังหวะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ “รวบรวมเสียง”

ขณะที่ พรรคร่วมเอง ก็จะต้องเข้ามาในฐานะ “ผู้เสริมเสถียรภาพ” มากกว่า “ผู้ต่อรองอำนาจ”

ที่สำคัญ! ไม่ควรบีบให้ พรรคฝ่ายค้านในสภา เหลือเพียงขั้วเดียว! เพราะนั่น อาจหมายถึงการบีบให้อีกฝ่าย พร้อมจะ “เผชิญหน้า” กับรัฐบาลในทุกวาระ ทุกโอกาส!!??

ไม่เว้น! แม้แต่…บนท้องถนน???

ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ บทบาทของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กบางพรรค…จึงถูกมองใหม่? จากเดิมที่อาจถูกประเมินจาก จำนวนที่นั่งเพียงอย่างเดียว ไปสู่…การประเมินจาก “บทบาท” เชิงดุลอำนาจในสภา

ไม่ว่าจะเป็น…การช่วยกระจายแรงปะทะ ลดการเผชิญหน้าแบบ 2 ขั้ว หรือทำให้ฝ่ายค้านมีความหลากหลายมากขึ้น

เหล่านี้ ล้วนเป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ของเสถียรภาพรัฐบาลในระบอบรัฐสภา

แน่นอนว่า…ไม่มีสูตรใด? ที่จะรับประกันความสำเร็จของรัฐบาลได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันในเวลานี้ ก็คือ…

รัฐบาลใหม่ไม่ควร “เพิกเฉย” ต่อโจทย์ใหญ่ คือ “เสถียรภาพ” ได้อีกต่อไป!!!

ดังนั้น การเลือกพรรคร่วม การจัดสรรตำแหน่ง และการกำหนดบทบาทในรัฐบาล จะถูก “จับตามอง” ไม่ใช่ในฐานะ “ดีลทางการเมือง” หากเป็นบทบาทใหม่ ในฐานะ “สัญญาณต่อทิศทางของรัฐ” ในอีกช่วงหลายปีข้างหน้านี้

ถึงบรรทัดนี้ ไม่ว่า…รัฐบาลที่เกิดขึ้นจริงจะมีพรรคใดเป็นแนวร่วม? หรือมีสูตรใดเป็นโครงสร้างหลัก แต่สิ่งที่สังคมไทยกำลังประเมิน ไม่ใช่ว่า…ใครได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด? แต่คือ…รัฐบาลชุดนั้นสามารถจะตอบโจทย์พื้นฐานที่สุด! ของช่วงหลังการเลือกตั้งได้หรือไม่???

นั่นคือ…การทำให้รัฐเดินต่อได้อย่างนิ่ง ลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นว่าการเมืองจะไม่กลับไปติดหล่มเดิมอีกครั้ง!

ในความหมายนี้…การเมืองหลังเลือกตั้ง จึงไม่ใช่ “เกมของผู้ชนะ” เพียงฝ่ายเดียว หากเป็น…บททดสอบร่วมกันของทุกพรรค ว่า…

ใครจะช่วยทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่สุด? และใครจะกลายเป็น “ภาระ” ของระบบการเมืองในระยะยาว?

คำตอบของคำถามนี้ อาจสำคัญยิ่งกว่า…สูตรการจัดตั้งรัฐบาลใดๆ ที่กำลังถูกพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นไปได้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password