คมวลีการเมือง

(แผ่ว…ไม่แผ่ว??? : การเมืองโค้งสุดท้าย วัดกันที่อำนาจจริง..ไม่ใช่กระแส!!??)
โค้งสุดท้าย! เลือกตั้ง 8 กุมภาฯ การเมืองไทย…ไม่ได้แข่งกันที่นโยบายหรือกระแสอีกแล้ว แต่กำลังวัดกันที่ว่า…ใคร “คุมพื้นที่ คุมกลไก และรวมอำนาจได้จริง” ระหว่าง…หลายวาทกรรมความกลัว/โกรธ อารมณ์คนรุ่นใหม่ และการจัดตั้งเชิงพื้นที่ คำถามจึงไม่ใช่ว่า…ใครจะแรงกว่ากัน แต่มันคือ…ใครจะไม่แผ่ว? จนถึงวันนับคะแนน
โค้งสุดท้ายการเมืองไทย…เลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 กับ “วลีการเมือง” ที่หลั่งไหล…พรั่งพรูกันออกมา? หลายวลี! อาจ “เซาะกร่อน…บ่อยทำลาย” ใคร? หน้าไหน? บ้างหรือไม่…ไม่รู้?
แต่ที่รู้…บรรดา “คอการเมือง” ในสังคมไทย ต่างชื่นชอบก็แล้วกัน!!!
ไล่เรียงในช่วง…วันสองวันมานี้ ไม่ว่าจะเป็น…
“ประกาศศักดา” ของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่พาดพิงคนในคลิปเสียง ซึ่งปล่อยหลุดออกมาก่อนหน้านี้ ว่า…จะต้องเป็นคนใหญ่โต
“อย่ามาแหวง” จากปากของ “ไอซ์” น.ส.รัชนก ศรีนอก ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่บัญญัติคำศัพท์ขึ้นใหม่ เปรียบเทียบพฤติการณ์ “ตะแบง…ตลบตะแลง” ของใครบางคน?
“แผ่วปลาย” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ตอบคำถามนักข่าวและผู้จัดรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ถึงสถานการณ์ของพรรคต้นสังกัด…
ล่าสุด “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” สนธิคำให้เอง “สุพรรณบุรีรัมย์” ก็มาจากวลีที่ นายอนุทิน ไปปราศรัยบนเวทีที่ จ.สุพรรณบุรี หลังจากจะหยิบยก “โมเดล” ความสำเร็จของ จ.สุพรรณบุรี และ จ.บุรีรัมย์ หวังใช้เป็น “ต้นแบบ” พัฒนาและสร้างความเจริญให้กับประเทศไทย
ที่ต้องปูพื้น “วลีการเมือง” นั่นเพราะ…ต้องการจะ “ส่งต่อ” วลีการเมืองเหล่านี้ ไปยัง “เมนหลัก” ของเรื่อง กล่าวคือ…
ในช่วงโค้งสุดท้ายที่ว่านี้ สถานการณ์การหาเสียง ได้เปลี่ยนจาก…สนามนโยบาย ไปสู่…สนามที่ซับซ้อนกว่า นั่นคือ…สนามของวาทกรรม–กฎหมาย–การจัดตั้งอำนาจ
ระหว่างที่ คลิปเสียงปริศนา ได้ถูกเผยแพร่และถูกตีความต่างๆ จนอาจกลายเป็น ชนวนให้เกิดทั้งคดีความและการต่อสู้เชิงความหมาย ขณะที่ เวทีปราศรัยภาคสนาม ก็ถูกใช้เป็นพื้นที่แสดง “พลังที่จับต้องได้” ของพรรคการเมือง
จุดตั้งต้น! ของเรื่องนี้ ไม่ได้เริ่มจากเวทีปราศรัย แต่เริ่มจากการที่ “ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้นำคลิปเสียงปริศนาออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ คลิปดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงเนื้อหาในลักษณะ “การใช้อำนาจ” และ “การต่อรองทางการเมือง” ในช่วงเลือกตั้ง
ทำให้ประเด็นนี้ ไม่หยุดอยู่แค่…การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ แต่ขยับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว
เมื่อ นายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่า…เสียงในคลิปไม่ใช่เสียงของตน และเตรียมแจ้งความดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ท่าทีของ นายศักดา ในเชิงกฎหมาย เป็นมากกว่า…การปกป้องตัวเอง? เพราะเป็นการส่งสัญญาณ ว่า…ฝ่ายการเมืองจะไม่ยอมให้ “วาทกรรมจากคลิปเสียง” ทำหน้าที่ตัดสินความผิดแทนกระบวนการยุติธรรม
นายศักดา ยืนยันว่า…เนื้อหาในคลิปดังกล่าว เข้าข่ายใส่ร้าย จูงใจให้ประชาชนเข้าใจผิด และละเมิดกฎหมายเลือกตั้งซึ่งหากปล่อยผ่านไป ก็จะกลายเป็น “บรรทัดฐานอันตราย” ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเมืองไทย
บนพื้นฐานของเกมกฎหมายนี้เอง ที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้หยิบคลิปดังกล่าวขึ้นมาขยายความในเชิงการเมือง ด้วยการตั้งชื่อว่า “ประกาศศักดา” คำนี้…ไม่ได้ชี้ตัวบุคคล แต่ชี้ไปที่ “ลักษณะของอำนาจ” มากกว่า
นายณัฐวุฒิ กล่าวในทำนองว่า…หากเสียงในคลิปเป็นของจริง! คนพูดต้องเป็นผู้ที่ “ใหญ่พอ” และคิดว่าการใช้อำนาจลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติ
คอมเม้นท์นี้ ทำหน้าที่เปลี่ยนคลิปเสียงจากประเด็นเฉพาะบุคคล ให้กลายเป็น…คำถามเชิงโครงสร้างต่อระบบการเมืองไทย ทำนอง…ยังมี “เงาของอำนาจนอกระบบ” แฝงอยู่หรือไม่ในห้วงเลือกตั้งครั้งนี้???
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ..การดึงความทรงจำร่วมของสังคมไทย เกี่ยวกับรัฐประหารและการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญกลับมาอีกครั้ง เพื่อย้ำว่า…การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่เป็นการตัดสินทิศทางของระบอบการเมืองโดยรวม
ขณะเดียวกัน ฝั่งที่ถูกพาดพิงก็ใช้เกมกฎหมายเป็นโล่ป้องกัน เพื่อย้ำว่า…ทุกอย่างต้องพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่บนเวทีปราศรัย
แน่นอนว่า…เมื่อมีข่าวทำนองนี้ (รัฐประหาร / อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ) กองทัพ โดย “โฆษกกองทัพบก” พล.ต. วินธัย สุวารี จึงต้องออกมาชี้แจง และย้ำว่า…คลิปสนทนาการเมือง เป็นความเห็นส่วนบุคคล พร้อมกับยืนยันหนักแน่นทำนอง…ทหารเป็นกลางทางการเมือง พร้อมสนับสนุนให้กำลังพลร่วมใช้สิทธิอย่างสุจริต
หลุดจากนี้ ก็มีอีกวลีๆ จากการเมืองอีกฟากหนึ่ง อย่าง “อย่ามาแหวง” ของ น.ส.รัชนก ศรีนอก ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ “ไม่ต่อรองกับความคลุมเครือ”
คอมเม้นท์ลักษณะนี้ สะท้อนภาพการเมืองของ “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่ต้องการเสียเวลากับการ “ตะแบง” หรือ “อำนาจ” ที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา
แม้จะเชื่อมโยงกับ การทำหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระหว่างจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา และไม่เกี่ยวกับเรื่องคลิปเสียงข้างต้น แต่วลีนี้…ก็ทำหน้าที่เป็น “เสียงประกอบ” ที่เปลี่ยนอุณหภูมิการเมืองของไทย…ให้เกิดภาวะ “องศาเดือด!” มากยิ่งขึ้น!
และช่วยตอกย้ำว่า…การเมืองกำลังเข้าสู่ “ยุคที่…คำพูดต้องรับผิดชอบมากกว่าเดิม!!??”
ทว่า หากมองข้าม…วาทกรรมและคดีความข้างต้นแล้ว สิ่งที่ทรงพลังที่สุด! ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ อาจไม่ใช่…คำพูดบนเวทีหรือในพื้นที่สื่อ แต่คือ…การแสดง “อำนาจเชิงพื้นที่” บนเวทีปราศรัยที่จังหวัดสุพรรณบุรี ของ นายอนุทิน ในฐานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย”
แม้จะไม่ได้พูดถึง…คลิปเสียง ที่ลากโยงมาถึงพรรคตัวเองโดยตรง แต่เขาใช้เวทีนี้…โชว์ความพร้อมทางการเมืองผ่านการรวมเครือข่ายที่เด่นชัดที่สุด!
การอ้างถึง “สายสัมพันธ์” ทางประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างตัวเขา และอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา และการยืนยันที่ว่า…หากได้อำนาจบริหาร ก็สามารถ “ผันงบประมาณ” แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ทันที!
เช่นกัน การพูดถึง “จุดแข็ง” ของ 2 จังหวัด กระทั่ง “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จัดการสนธิเป็นคำใหม่ “สุพรรณบุรีรัมย์”
สิ่งนี้…ไม่ใช่มุกสนุกปาก หากแต่เป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ที่ว่า…
พรรคภูมิใจไทยกำลังผสาน “2 ฐานอำนาจสำคัญ”
นั่นคือ…ผสาน “บ้านใหญ่แบบดั้งเดิม” กับ “เครื่องจักรพรรคที่เข้มแข็งในเชิงการจัดตั้ง”
และนี่…มันจึงเป็น คำตอบเชิงปฏิบัติ ต่อวาทกรรมที่พยายามตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของอำนาจ นั่นเพราะ… นายอนุทิน กำลังบอกสังคมไทย ว่า…
ความชอบธรรมในโลกการเมืองจริง วัดจากความสามารถในการดูแลพื้นที่และจัดการทรัพยากรได้จริง เท่านั้น
นอกเหนือจากนี้…ไม่มีความหมาย???
เมื่อถูกถามในรายการโทรทัศน์ ในทำนอง…พรรคภูมิใจไทยกำลัง “แผ่วปลาย” หรือไม่? เป็น นายอนุทิน ที่ตอบสั้นๆ ว่า “ไม่แผ่ว…ยังแรงดี ไม่มีตก!”
คำตอบนี้…ไม่ใช่การโต้เถียงเชิงอารมณ์ แต่เป็นการปฏิเสธกรอบคำถามที่มักใช้กับพรรคขนาดกลางในช่วงโค้งสุดท้าย
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้ส่งสัญญาณอีกว่า… เกมการเมืองรอบนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่กระแส แต่ตัดสินกันที่การจัดตั้งและการรวมเสียงหลังวันเลือกตั้ง!!!
หากประมวลภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า…การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายครั้งนี้ มันคือ…การปะทะกันของ 3 สนามในเวลาเดียวกัน
สนามวาทกรรม…ที่ใช้คำอย่าง “ประกาศศักดา” เพื่อเขย่าความกลัว
สนามกฎหมาย…ที่ถูกใช้ทั้งเป็นดาบและโล่
และ สนามอำนาจเชิงพื้นที่…ที่โชว์ศักยภาพการจัดตั้งจริง!
คำถามตัวโตๆ ตามมา จึงไม่ใช่ว่า…คลิปเสียงนั้นจริงหรือไม่จริงเพียงอย่างเดียว แต่คือ…ใครจะสามารถควบคุมเกมทั้ง 3 สนามนี้ได้พร้อมกัน มากกว่า!!!
จนถึงบรรทัดนี้ คำว่า “แผ่วหรือไม่แผ่ว” ในทางการเมือง จึงไม่ใช่คำถามเชิงความรู้สึก แต่มันจะเป็นคำถามในเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย และคำตอบที่เริ่มชัดขึ้น ก็คือ…
พรรคหรือขั้วการเมืองใดก็ตาม ที่สามารถผ่านด่านวาทกรรม ผ่านด่านกฎหมาย และยังคงรักษาพลังการจัดตั้งในพื้นที่ไว้ได้ จนถึงวันนับคะแนน…
ผู้นั้น…ย่อมเป็นฝ่ายที่ “ไม่แผ่ว” อย่างแท้จริง! ในสมรภูมิการเมืองครั้งนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย!!??.






