หลายพรรค? เลือกนิ่ง! ปม กกต. ‘ขอข้อมูล’ ธปท. ‘เบิกเงินสดรับเลือกตั้ง’

น่าสนใจกว่าการที่ กกต.ส่งคนมาขอข้อมูลการเบิกเงินสดจากแบงก์ชาติ นั่นคือ…เหตุใด? หลายพรรคการเมืองจึงนิ่ง ขณะที่ กกต.เอง ก็ถูกตั้งคำถาม ได้ไปแล้วจะทำอะไรต่อ ล่าสุด “ยศชนัน เพื่อไทย” ถามแรง! ถึงความเป็นธรรมของสนามเลือกตั้ง ขณะที่สายตาสังคมไทยจับจ้องว่า กลไกอิสระจะไปได้ไกลแค่ไหนก่อนวันตัดสินอำนาจคนไทย
การเคลื่อนไหวของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันนี้ (30 ม.ค.2569) ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงขั้นตอนทางราชการ หากแต่เป็น “สัญญาณทางการเมือง” ที่สะท้อนว่า สนามเลือกตั้งครั้งนี้กำลังถูกจับตาในระดับที่เข้มข้นกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา
การที่ กกต. มอบหมาย นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ เข้ายื่นหนังสือต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอข้อมูลการโอนหรือเบิกจ่ายเงินสดที่มีความผิดปกติในช่วงจัดการเลือกตั้ง
ถือเป็นการขยับหมากสำคัญ!!!
เพราะเป็นครั้งไม่บ่อยนัก…ที่กลไกเลือกตั้งจะเข้าไปแตะ “ข้อมูลการเงินเชิงลึก” ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เป็นพื้นที่อ่อนไหวทั้งทางกฎหมายและการเมือง!!??
นัยสำคัญของการขอข้อมูลจาก ธปท. อยู่ที่การ “เชื่อมโยง” ระหว่าง…“ธุรกรรมเงินสดจำนวนมากผิดปกติ” กับข้อสงสัยเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง
การแลกเงินสดๆ เป็นธนบัตรย่อยช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ครั้งนี้แตกต่างตรงที่ ข้อมูลดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาในระดับสาธารณะ และมีการขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินสูงสุดของประเทศอย่างเป็นทางการ
ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ…การส่งสัญญาณ 2 ชั้น???
ชั้นแรก คือ สังคมกำลังถูกบอกว่า กกต. “รับรู้และไม่เมิน” ต่อข้อสงสัยเรื่องเงินเลือกตั้ง
ชั้นที่สอง คือ การเปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบเคลื่อนจากคำกล่าวหาเชิงการเมือง ไปสู่ข้อมูลเชิงประจักษ์
ท่าทีดังกล่าวยิ่งทวีความเข้มข้น! เมื่อแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ออกมาพูดในวันเดียวกัน ซึ่งมันสะท้อนว่า…
พรรคเพื่อไทยได้เกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ กกต. ระมัดระวังและต่อต้านการซื้อเสียงอย่างจริงจัง
พร้อมทั้งย้ำจุดยืนว่า…พรรคไม่หวั่นต่อแรงกดดันจากอำนาจรัฐ เพราะ “หลังพิงประชาชน”
ถ้อยคำนี้ ไม่ได้มีนัยเพียงการป้องกันตัว แต่เป็นการวางกรอบการรับรู้ให้สังคมไทย ได้เห็นว่า…หากการเลือกตั้ง “ถูกตั้งคำถามในภายหลัง” ประเด็นจะไม่ใช่แค่เรื่อง…เทคนิคกฎหมาย หากแต่เป็นเรื่อง “ความเป็นธรรมของอำนาจรัฐ” กับ “ความชอบธรรมของผลการเลือกตั้ง”
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อสังเกตเรื่อง การ “โยกย้าย” ข้าราชการนอกฤดูกาล โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย ถูกหยิบขึ้นมาเป็นอีก “หนึ่งตัวแปร” ที่เชื่อมโยงกับสนามเลือกตั้งโดยตรง!!!
นั่นเพราะ…การโยกย้ายในช่วงโค้งสุดท้าย ไม่เพียงกระทบกับ “โครงสร้างอำนาจ” ในพื้นที่ แต่มันยังสะท้อนภาพของการ “ใช้อำนาจรัฐ” ที่อาจเอื้อประโยชน์พวกพ้อง หรือกดดันทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม!!??
ในมุมนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังใช้ยุทธศาสตร์ “ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการกล่าวหาเฉพาะบุคคล นั่นคือ… ไม่ได้ชี้ว่า “มีใครผิดชัดเจน?” แต่ชี้ให้เห็นสภาพแวดล้อมของการเลือกตั้งที่อาจไม่ปกติ และควรถูกตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ…ความเงียบของแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆ การที่ประเด็นนี้ ยังถูกขับเคลื่อนหลักโดย กกต. และพรรคเพื่อไทย
ตรงนี้ มันสะท้อนว่า… พรรคอื่นๆ อาจเลือก “รอดูทิศทางข้อมูล” จาก ธปท. ก่อน เพราะหากข้อมูลชัดเจนเมื่อใด? การแสดงท่าทีจะกลายเป็นดาบสองคมทันที!
สำหรับ กกต.แล้ว การเดินเกมครั้งนี้ ถือว่า…เสี่ยง! แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้?
หากข้อมูลจาก ธปท. ไม่ถูกนำไปใช้ หรือไม่ถูกสื่อสารอย่างโปร่งใสล่ะก็ ความคาดหวังของสังคมไทย อาจย้อนกลับมาสร้าง “แรงกดดัน” ต่อ กกต.เอง
แต่หากดำเนินการอย่างเป็นระบบและยืนอยู่บนหลักฐาน ก็อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของภาพลักษณ์การกำกับการเลือกตั้งในระยะยาว
นาทีนี้…ประเด็น “เงินสดผิดปกติ!!??” อาจไม่ใช่ “ตัวตัดสิน” ผลแพ้ชนะในเชิงคะแนนเสียง แต่มีศักยภาพสูงที่จะเป็นตัวชี้วัดถึง “ความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง” ซึ่งสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ทางการเมือง
ในสนามที่การแข่งขันเข้มข้นทุกๆ พื้นที่ทั่วไทย การเลือกตั้งครั้งนี้…จึงไม่ใช่แค่การตัดสินว่าใครจะเป็นรัฐบาล?
แต่คือบททดสอบว่า…กลไกตรวจสอบของรัฐจะยืนอยู่ข้างกติกา หรือถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจเสียเอง!!!.






