แรงปะทะ!

(พักโทษ ‘ทักษิณ’ : รัฐย้ำเป็นเรื่อง ‘กติกา VS การเมือง’ ท้าทายความชอบธรรม ‘ระบบยุติธรรม?’)
กรมราชทัณฑ์ออกโรงชี้แจงขั้นตอนพักการลงโทษ “อดีตนายกฯ”อย่างละเอียด ย้ำชัด! ต้องติดคุกครบ 2 ใน 3 ก่อนเข้าเกณฑ์พิจารณาในเดือนพฤษภาคม 2569 แต่ในสนามการเมือง ความถูกต้องตามกฎหมายอาจไม่พอ เมื่อสังคมกำลังจับตาว่า กระบวนการยุติธรรมจะยืนหยัดด้วยมาตรฐานเดียวกันได้จริงหรือไม่?
กฎแห่งแรงปะทะ! ระหว่าง “หน่วยงานรัฐ” กับ “ฝ่ายการเมือง” ย่อมต้องเป็นมากกว่า…แรงสะท้อน! แต่มันจะถึงขั้น สร้าง“ผลพวง” ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตามกันมา…
ล่าสุด กรมราชทัณฑ์ ออกหนังสือลงวันนี้ 19 มกราคม 2569 ชี้แจงขั้นตอน “พักการลงโทษ” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างละเอียด
สิ่งนี้…ไม่ได้เป็นเพียงการตอบข้อสงสัยต่อกระแสข่าวรายวัน หากแต่เป็นการ “ตั้งกรอบความจริง” ของหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการ ต่อกรณีการพักการลงโทษฯ ที่กำลังถูกดึงให้กลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติอีกครั้ง!
หนังสื่อที่กรมราชทัณฑ์ สื่อสารออกมา ระบุชัด! อดีตนายกฯทักษิณ ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดโทษจำคุก 1 ปี เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 และจะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569
การพักการลงโทษไม่ใช่การปล่อยตัวก่อนเวลาโดยอำเภอใจ
ไม่ใช่การใช้อำนาจทางการเมือง
และ ไม่ใช่สิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล
หากแต่เป็น…กระบวนการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการชี้แจงครั้งนี้ คือ การย้ำว่า…นักโทษเด็ดขาด! เท่านั้น จึงจะ “เข้าเกณฑ์” พิจารณาพักการลงโทษได้ โดยต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ ซึ่งในกรณีโทษจำคุก 1 ปี เท่ากับต้องถูกคุมขังมาแล้วราว 8 เดือน
นั่นก็หมายความว่า…เดือนพฤษภาคม 2569 คือช่วงเวลา “เร็วที่สุด!” ที่ อดีตนายกฯทักษิณ มีสิทธิ์จะเข้าเกณฑ์พิจารณาตามกฎหมาย
แต่นั้น…ไม่ใช่ “วันปล่อยตัว” และไม่ใช่ “ผลลัพธ์” ที่สามารถจะ “รับประกัน” ได้ล่วงหน้าว่า…มีการพักการลงโทษจริง!
กรมราชทัณฑ์ ยังได้แจกแจงขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่…การพิจารณาในระดับเรือนจำ การกลั่นกรองของกรมราชทัณฑ์ ไปจนถึง การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อวินิจฉัยการพักการลงโทษ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหลายหน่วยงานด้านยุติธรรม ความมั่นคง และสังคม
โดยต้องพิจารณาทั้งพฤติการณ์แห่งคดี ความประพฤติระหว่างถูกคุมขัง ความเสี่ยงต่อสังคม และการผ่านกระบวนการฟื้นฟูพฤตินิสัย ก่อนจะมีความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ทั้งหมดนี้ ได้ถูกสื่อสารภายใต้ “ถ้อยคำเดียว” ที่กรมราชทัณฑ์ พยายามตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก! นั่นคือ…
“ไม่มีการเลือกปฏิบัติ!!!”
แต่ในโลกการเมือง และในสายตาของสังคมไทย แล้ว ความถูกต้องตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอจะ “ยุติ” ข้อกังขา! ได้
การที่ “ครอบครัวของอดีตนายกฯทักษิณ” โดยเฉพาะ นายพานทองแท้ (โอ๊ค) ชินวัตร และน้องสาว น.ส.พินทองทา (เอม) ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมทนายความประจำตัวฯ อย่าง…นายนวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ ว่า…
มี “ลุ้นพักโทษ!!??”
ไม่ว่า…คนกลุ่มนี้ จะตั้งใจหรือไม่? ก็ตามที แต่ประเด็นนี้…ได้กลายเป็น “เชื้อไฟสำคัญ” ที่ทำให้เรื่อง “ถูกดึง” ออกจากกรอบเทคนิคทางกฎหมาย มาสู่พื้นที่การรับรู้ของสาธารณชน ในฐานะ “สัญญาณทางการเมือง”
สำหรับ…ฝ่ายที่สนับสนุน นี่คือ การใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างปกติ เป็นกระบวนการเดียวกับ “นักโทษเด็ดขาด” รายอื่นในระบบ
แต่สำหรับ…ฝ่ายคัดค้าน นี่คือ ภาพสะท้อนของ “ความเหลื่อมล้ำ!” ในการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำคำถามเรื่อง “2 มาตรฐาน” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน???
จุดนี้เอง…ที่ทำให้เรื่อง “พักโทษหรือไม่พักโทษ” ได้ถูก “ยกระดับ!” ขึ้นเป็นคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ…ระบบยุติธรรมไทยสามารถรักษาความชอบธรรมของตนเองได้หรือไม่?
เมื่อ “ผู้ถูกพิจารณา” ไม่ใช่…คนธรรมดา แต่เป็น “อดีตผู้นำฯ” ที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูงสุด! คนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ไม่แปลก! ที่…ฝ่ายบริหารและกระทรวงยุติธรรม จะเลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง!
มุมมองจาก ผู้เกี่ยวข้องในสายยุติธรรม สะท้อนออกมานทิศทางเดียวกันว่า…การพักการลงโทษ เป็นเรื่องของกฎหมายและดุลพินิจของคณะอนุกรรมการ ไม่ใช่ “คำสั่ง” จากฝ่ายการเมือง และไม่สามารถจะรับรองผลลัพธ์ล่วงหน้าได้
ท่าทีเช่นนี้ สะท้อนความพยายามของรัฐในการ “ตรึงเรื่องนี้ให้อยู่ในกรอบของกติกา” ให้มากที่สุด!!!
อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่เคยปล่อยให้ประเด็นใหญ่เช่นนี้ เป็นเพียงเรื่องเอกสาร เมื่อชื่อของ อดีตนายกฯทักษิณ ได้ถูกโยงเข้ากับ…สมการอำนาจ ความทรงจำทางการเมือง และความขัดแย้งสะสมในอดีต
ดังนั้น ทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม จึงถูกจับจ้องและถูกตีความ “เกินกว่า” ตัวบทกฎหมาย??? อย่างไม่ต้องสังสัย
ในบริบทนี้ เดือนพฤษภาคม 2569 จึงไม่ใช่เพียง “เส้นเวลา” ของ…“นักโทษเด็ดขาด” รายใดรายหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็น “เดดไลน์ของศรัทธา!” ต่อระบบยุติธรรมไทยทั้งระบบ!!??
หากกระบวนการเดินหน้าอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคน ผลลัพธ์…ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด? อาจยังพอจะรักษาความเชื่อมั่นของสังคมไทยเอาไว้ได้
แต่หาก สังคมไทย มารับรู้ในภายหลังว่า…กระบวนการถูกเร่ง ถูกสื่อสารล่วงหน้า หรือถูกอธิบายอย่างเลือกสรร ล่ะก็…
ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่ที่ “ชะตากรรม” ของอดีตทักษิณ หากแต่จะลุกลาม! ไปถึงความศรัทธาต่อสถาบันยุติธรรมในภาพรวม
ซึ่งมันจะกลายเป็น “ต้นทุน” ที่สูงมาก! จนรัฐไทย…มิอาจจะประมาทได้เลย!!!
ถึงบรรทัดนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ จะไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่ว่า…อดีตนายกฯทักษิณ จะได้พักโทษหรือไม่?
แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ…ในวันที่การเมือง “กดดัน!” ทุกตารางนิ้ว? ระบบยุติธรรมไทย…จะยืนหยัดได้ด้วยกติกาเพียงพอหรือไม่???
สังคมไทย ยังจะเชื่อในวลีที่ว่า “มาตรฐานเดียวกัน” ได้อีกแค่ไหนกันหนอ!!??.








