เดิมพันความเสี่ยง!

(เลือกตั้ง 2569 เดือดถึงแก่น! ไม่ใช่แค่เกมชิงอำนาจ? แต่เป็นเกม…ชี้ชะตา ‘ความชอบธรรม!’)

การเมืองไทย…เข้าสู่ห้วงเวลาที่อันตราย! หาใช่เพราะ…การหาเสียงเข้มข้น? แต่เพราะมันถูกบีบให้ตัดสิน “ความหมายของชัยชนะ” กันล่วงหน้า บทสนทนาการเมืองยามนี้ ขยับพ้นจาก…นโยบายเศรษฐกิจและคำสัญญาประชานิยม สู่คำถามใหญ่เพียงข้อเดียว? การเลือกตั้งครั้งนี้จะ “ชนะ” อย่างชอบธรรมได้หรือไม่? และยอมรับกันหรือเปล่า?

การจัดให้…การเลือกตั้ง “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เกิดขึ้นพร้อมกับ “ประชามติ…แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในวันเดียวกัน 8 กุมภาพันธ์ 2569 มันคือ…จุดที่ทำให้ “แรงกดดันเชิงระบบ” พุ่งสูงทันที!!!

นั่นเพราะ…สนามการเมือง ผ่านการเลือกตั้งรอบนี้ อาจไม่ได้แข่งกันแค่…คะแนนเสียง แต่เป็นการแข่งกันที่… “การยอมรับหลังปิดหีบ???”

วาทกรรมทางการเมือง! จึงถูกเร่งให้แรงขึ้น โดยเฉพาะ…การหยิบประเด็นรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ขึ้นมาเป็น “เส้นแบ่ง!” เชิงอุดมการณ์

สิ่งนี้ หาได้เป็นไปเพื่อ “แก้ตัวบท” ในระยะสั้น หากเพื่อ “จัดตำแหน่ง” ทางการเมืองของแต่ละพรรค ต่อ8ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ประเด็นนี้ ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือคัดกรอง” ฐานเสียงมากกว่า…ข้อกฎหมาย และยิ่งจะทำให้ “พื้นที่กลาง” ในทางการเมืองยามนี้ “แคบลง!” อย่างเห็นได้ชัด…

ท่ามกลางแรงเสียดทานดังกล่าว บทบาทของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถูก “ยกระดับ!” จาก… “ผู้จัดกระบวนการ” ไปสู่ “ผู้คุมสมดุล” ความชอบธรรม ไปโดยปริยาย???

ทุกการตัดสินใจ! ตั้งแต่…การสื่อสารเรื่องบัตรเสีย การจัดผังคูหา การกำกับวาทกรรมหาเสียง ไปจนถึงการรับมือข่าวปลอม

ล้วนถูกอ่านในทางการเมืองทั้งหมด!!!

การเลือกตั้งและทำประชามติ ในคราวเดียวกัน ได้…เพิ่มภาระเชิงเทคนิค อย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้ และหาก การสื่อสารไม่เฉียบพอ? ความสับสนเพียงเล็กน้อยในคูหา อาจถูกขยายผลเป็นคำถามใหญ่? ต่อความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ได้ทันที!!??

เมื่อสนามการเลือกตั้งได้ถูกขับเคลื่อนด้วย “อารมณ์” บนโซเชียลมีเดีย มากกว่า “นโยบายยาว”

รูปแบบคอนเทนต์สั้น! จึงเร่งการตัดสินใจทางการเมืองให้เร็วขึ้น เกินกว่าการไตร่ตรองเชิงเหตุผล

ความรู้สึก “ชนะ” ก่อนจะทราบถึงข้อเท็จจริง! หมายถึง…สภาวะที่ ความรู้สึกของผู้คน ที่เชื่อว่า “ฝ่ายหนึ่งชนะแล้ว” ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏครบ ยังไม่เป็นทางการ หรือยังพิสูจน์ไม่ได้นั้น

สิ่งนี้…จะเกิดขึ้นได้ง่าย!!!

และนี่คือ…จุดที่ความชอบธรรมเปราะบางที่สุด! เพราะแม้ “คะแนน” จะตัดสินผู้ชนะได้ แต่การ “ยอมรับ” จากสังคมไทย…จะไม่เกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ

หากกระบวนการการได้มีซึ่งชัยชนะ…ถูกตั้งคำถามตัวโตๆ!!??

ในสมการนี้ “จุดยืน!” ของพรรคการเมืองใหญ่ สะท้อนความหมายของ “ความชอบธรรม” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน???

พรรคเพื่อไทย วางน้ำหนักไปที่ “เสถียรภาพ” ภายหลังการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่า…ความยอมรับจะเกิดจากรัฐบาลที่เดินหน้าได้ ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และไม่เปิดประเด็นอ่อนไหวเกินจำเป็น

จุดยืนเช่นนี้ ช่วย “รักษา” ฐานเสียงของ “พรรคสีแดง” ได้กว้างขึ้น และภาพความพร้อมของการบริหาร แต่ก็ต้องแลกกับ “แรงกดดัน!” เรื่องความชัดเจนเชิงหลักการ…ในสนามที่กำลังแตกขั้วสุดเหวี่ยง

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชน ผลักดันความหมายของ “ความชอบธรรม” ให้ผูกกับ…การ “เปิดพื้นที่” ตรวจสอบ และการถกเถียงทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา

พรรคสีส้ม มองการเลือกตั้ง เป็น…กระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ในวันลงคะแนน

จุดยืนนี้ “ยึดพื้นที่” ออนไลน์ และฐานเสียงอุดมการณ์ได้แข็งแรง! แต่ก็ต้องเผชิญกับ “ข้อจำกัด!” ในการขยายแนวร่วมในกลุ่มคนเป็นกลาง และยังจะถูก “ตั้งคำถาม” ในเรื่อง “ความเสี่ยง” ต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองไทย ตามมา

ทว่า พรรคที่กลายเป็น “ตัวแปร” เชิงยุทธศาสตร์ อย่างแท้จริง! คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งวางตัวเป็น “พื้นที่กึ่งกลาง” ระหว่าง…ความเปลี่ยนแปลงกับความมั่นคง, สื่อสารว่าการเมืองต้องเดินบนกติกาที่ชัด, เคารพสถาบันหลัก และหลีกเลี่ยงการผลักสังคมสู่ความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้

ความหมายของความชอบธรรม ในสายตาของ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่ใช่…การชนะด้วยเสียงดังที่สุด! หากแต่คือ…การชนะในแบบที่ประเทศยังอยู่ร่วมกันได้

และนี่เอง! ที่ทำให้ พรรคภูมิใจไทย ถูกจับตาในฐานะ “ตัวคุมสมดุล” หากผลการเลือกตั้งที่ออกมา แพ้-ชนะกันไม่ขาด!!??

เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป ประเด็น…หมวด 1 (บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) จึงทำหน้าที่…เร่งให้การเมืองเลือกข้างเร็วขึ้น ยึดฐานเดิมให้แน่นขึ้น แต่ก็ต้อง “แลก” กับการทำให้ “พื้นที่ประนีประนอม” แคบลง!

หากไม่มีกรอบสื่อสารที่คมพอ? ความต่างเชิงอุดมการณ์ อาจกลายเป็น “เชื้อเพลิง” ของความไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง

และเมื่อ…ความเชื่อถือสั่นคลอน? ความชอบธรรมของรัฐ! ย่อมถูกตั้งคำถามตามมา

หากผลเลือกตั้งออกมาสูสี! “เกมได้–เสีย” จะชัดเจนยิ่งขึ้น!!!

พรรคที่ “ได้เปรียบ” คือ…พรรคที่อธิบายความหมายของชัยชนะได้กว้างพอให้หลายฝ่ายยอมรับ และสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ในการจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” ได้

ขณะที่ พรรคที่ “เสียเปรียบ” คือ พรรคที่ยึดจุดยืนสุดขั้ว! จนต่อรองยาก? และ/หรือ พรรคที่มีสถานะ “คลุมเครือ” จนถูก “ตีความ” เชิงลบ!

ในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนพรรคภูมิใจไทย ก็น่ามี “แต้มต่อ” เชิงโครงสร้าง จากการวางตัวเป็น “ตัวกลาง”  

พรรคเพื่อไทย ได้เปรียบด้านความพร้อมบริหาร แต่ต้องพิสูจน์การประสานความเชื่อที่ต่างกัน

ส่วน พรรคประชาชน ได้แรงหนุนจาก “ฐานอุดมการณ์” แต่ก็ต้อง “เผชิญข้อจำกัด” ในการขยายแนวร่วม

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า…การเลือกตั้ง 2569 (หากไม่มี…โคตรวิกฤตระดับโลก!!?? เกิดขึ้นดักหน้า) ในอีก 3 สัปดาห์เศษข้างหน้า ไม่ได้เป็นเพียง…การตัดสินในการสรรหา “ผู้นำประเทศ” หากแต่เป็น “บททดสอบ” ความสามารถของระบบการเมืองไทย ในการรักษา “ความชอบธรรม” ในท่ามกลางความแตกต่างอันสุดขั้ว!!!

หาก ระบบพาไปถึง “วันเลือกตั้ง” 8 กุมภาพันธ์ ได้อย่างเรียบร้อย แต่ยังไม่สามารถจะพาให้ “สังคมไทย” ได้ก้าวไปสู่…การยอมรับ “ผลลัพธ์” แล้วละก็…

ประเทศไทย…อาจจะได้ “รัฐบาลใหม่” แต่ยังไม่พ้นความเปราะบางเดิม???

และนี่คือ “เดิมพัน” ที่แท้จริง! ของการเมืองไทย ในห้วงเวลานี้ ที่ไม่ใช่แค่…ใครชนะ? แต่มันคือ…สังคมไทยจะยอมรับคำว่า “ชนะ” แบบไหนกันแน่???.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password