มีสิทธิ์ยุบสภาฯ!!! จริงหรือ???

คำประกาศกร้าว! พร้อมทุบ “ฝันกลางวัน” ของภูมิใจไทย ด้วยการประกาศ…ยุบสภาฯ!!! คืนอำนาจให้ประชาชน เอาเข้าจริง! รักษาการนายกฯ “ภูมิธรรม เวชชยชัย” มีอำนาจที่ว่านั้นจริงหรือ??? หากเพลี้ยงพล้ำและทำจริง? คำฟ้องและคดีความคงล้นศาลการเมืองแน่!!!

ต่อเนื่องหลังจากเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (30 ส.ค.2568) หลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6:3 วินิจฉัย “คดีคลิปเสียง” การสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น กับ นายฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองกัมพูชา ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

กระทั่ง พรรคภูมิใจไทย ได้ออกแถลงการณ์ของพรรคฯ เมื่อช่วงเย็นวันเดียวกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า…พรรคภูมิใจไทย ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่

จากนั้น ก็เป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศให้ได้ยินทั่วกันแบบชัดๆ ว่า…

พรรคภูมิใจไทย สามารถรวบรวมเสียง สส.ในสภาฯได้แล้วกว่า 280 คน นั่นก็หมายความว่า…ตัวเขาพร้อมแล้วที่จะเป็น…นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในลำดับที่ 32 ของประเทศไทย

แต่ในมุมมองของ “รักษาการนายกรัฐมนตรี” นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กลับเห็นต่างออกไป…

ล่าสุด เมื่อช่วงสายวันนี้ (30 ส.ค.2568) นายภูมิธรรม ในฐานะ ผู้มีบทบาทสำคัญของพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือด จากทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับยืนยันว่า สถานะรัฐบาลปัจจุบันยังแข็งแรง พรรคภูมิใจไทยเพียงแต่ “ฝันกลางวัน” และการพูดถึงเสียงสนับสนุนกว่า 280 เสียงนั้น ยังเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะพรรคประชาชนที่ถูกนำชื่อไปอ้างยังไม่เคยประกาศชัดเจนว่าจะร่วมงานกับภูมิใจไทย

คำให้สัมภาษณ์ของ นายภูมิธรรม…นอกจากจะสะท้อนถึงความมั่นใจในฐานะ “ผู้นำฝ่ายบริหารแล้ว” ตัวเขายังระบุด้วยว่า…

แม้นายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งไป แต่บุคคลที่ทำหน้าที่ “รักษาการแทน” ก็ยังคงมีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการทางการเมืองและการบริหารได้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น…การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การอนุมัติงบฉุกเฉิน ไปจนถึงการใช้อำนาจสูงสุดอย่าง “การยุบสภา” ได้เช่นเดียวกัน

จุดนี้เอง…ที่กลายเป็น “คำถามตัวโตๆ” จาก…สังคมและนักวิชาการ ว่า แท้จริงแล้ว “นายภูมิธรรม” หรือรัฐบาลรักษาการในสถานะปัจจุบัน มีสิทธิ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรได้จริงหรือไม่???

ตามรัฐธรรมนูญไทย อำนาจในการยุบสภา เป็นอำนาจสำคัญที่สงวนไว้ให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งโดยชอบธรรม ใช้เพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ในกรณีที่ระบบรัฐสภาไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

แต่ประเด็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนี้คือ…หากนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดวาระ หรือต้องพ้นจากตำแหน่ง บุคคลที่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนจะมีอำนาจเช่นเดียวกันหรือไม่???

นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ บางฝ่าย มองว่า รักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเพียงในเชิงบริหารประจำวัน ไม่ใช่อำนาจเต็มในการใช้กลไกทางการเมืองระดับใหญ่ เช่น การยุบสภา

แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายภูมิธรรม กลับยืนยันตรงกันข้าม โดยชี้ว่า ในทางปฏิบัติ การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถหยุดชะงักได้ รักษาการจึงต้องมีอำนาจเทียบเท่า เพื่อให้การเมืองเดินต่อได้

ความเห็นดังกล่าวของ นายภูมิธรรม ยังสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่ พรรคเพื่อไทยพยายามสื่อสาร นั่นคือ การยืนยันสถานะของตนเองในฐานะรัฐบาลที่ยังควบคุมกลไกและสามารถขับเคลื่อนได้อย่างสมบูรณ์ ตลอดจนการปฏิเสธการอ้างเสียงข้างมากของพรรคภูมิใจไทยที่อาจยังไม่มั่นคง

โดยเฉพาะ การดึงพรรคประชาชนมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งในความจริงแล้ว พรรคประชาชนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะจับมือกับฝ่ายใด

คำพูดของ นายภูมิธรรม ที่ว่าหาก…พรรคประชาชนต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย ก็ย่อมเห็นชัดว่าการร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย “ง่ายกว่า” สะท้อนถึงความมั่นใจว่าเสียงสนับสนุนหลักยังอยู่ในมือของฝ่ายรัฐบาลเดิม

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ นายภูมิธรรมไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการยุบสภา แต่กลับยืนยันว่ามีสิทธิ์ทำได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่เวลา ก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าจะยุบก็ยุบได้เลย ใครขัดข้องก็ไปฟ้องเอา!!!”

แสดงให้เห็นถึง ท่าทีที่แข็งกร้าว และพร้อมจะ เผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมือง

เจ้าตัวเชื่อว่า…ฝ่ายตรงข้ามพยายามสร้างกระแสข่าวเพื่อทำให้ประชาชนสับสนในสถานะของรัฐบาล แต่ตนขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ประเด็นนี้ จึงกลายเป็นแกนกลางของคำถาม ที่ผู้คนตั้งขึ้นว่า “นายภูมิธรรม มีสิทธิ์ยุบสภาฯได้จริงหรือ???”

หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย คำตอบอาจยังคงถกเถียงได้ แต่หากมองในเชิงการเมือง คำตอบนั้นชัดเจนว่า การประกาศเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาฐานอำนาจทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาไปยังทุกฝ่าย ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองที่กำลังต่อรอง และประชาชน ว่าพรรคเพื่อไทยยังถือไพ่เหนือกว่า และไม่อยู่ในสภาพที่ถูกบีบให้ต้องยอมจำนนต่อแรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องของอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องของความชอบธรรมและการยอมรับจากทุกฝ่าย

แม้ นายภูมิธรรม จะยืนยันถึง….สิทธิ์ในการยุบสภา แต่ก็ย้ำว่า…ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องหยิบมาใช้ในเร็วๆ นี้ เพราะสิ่งสำคัญ คือ การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และเดินหน้าแก้ไขปัญหาประเทศมากกว่า

คำตอบของเขาจึงมีลักษณะ “2 ชั้น” คือ ยืนยันว่ามีอำนาจ!!! แต่ในเชิงการปฏิบัติกลับเลือกที่จะชะลอการใช้อำนาจนั้นออกไป

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า คำถามเรื่องสิทธิ์ในการยุบสภาของ นายภูมิธรรม ไม่ได้มีเพียงมิติทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนเกมการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ ที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นทั้งเกราะป้องกันและเป็นอาวุธเชิงสัญลักษณ์ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “รัฐบาลที่แท้จริง” ในสายตาประชาชน

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของ พรรคภูมิใจไทย ที่พยายามแสดงบทบาท…ผู้นำการจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ของตัวเลขเสียงข้างมากในสภา แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อสร้าง “การรับรู้” ของประชาชน ว่า…

ใครคือผู้ครองอำนาจอย่างแท้จริง!!??

ท้ายที่สุด แม้รัฐธรรมนูญจะยังเปิดช่องให้ถกเถียงได้ แต่ในสนามการเมือง คำตอบที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบท แต่ขึ้นอยู่กับพลังการต่อรอง

การยอมรับ และความสามารถในการประคับประคองสถานการณ์ของ “ผู้เล่นหลัก” ซึ่งในเวลานี้ นั่นคือ…. การที่ “นายภูมิธรรม” ใช้คำพูดเรื่อง สิทธิ์ในการยุบสภา เป็นเครื่องมือหนึ่งในการยืนยันความมั่นใจ และสร้างความได้เปรียบในเกมการเมืองที่กำลังดุเดือดนี้

เอาเข้าจริง!!! หากพรรคเพื่อไทย เพลี้ยงพล้ำ!!! กระทั่ง ต้องประกาศยุบสภากันจริงๆ

ยามนั้น…คำฟ้องและคดีความในทางการเมือง คงล้นศาลอย่างแน่นอน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password