ครม. คงเป้าเงินเฟ้อ สัญญาณสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย

การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2568 ที่อนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2569 อาจดูเป็นเรื่องเชิงเทคนิคในสายตาประชาชนทั่วไป แต่ในมุมของนักลงทุนและภาคธุรกิจ นี่คือ “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่มีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและทิศทางการลงทุนของประเทศในระยะถัดไป

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะ โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การกำหนดเป้าหมายดังกล่าวเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามบทบัญญัติมาตรา 28/8 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างกรอบนโยบายการเงินที่ชัดเจน มีเสถียรภาพ และสามารถใช้เป็นหลักอ้างอิงในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

สาระสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ คือการคงกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่ร้อยละ 1–3 สำหรับระยะปานกลาง และกำหนดให้ปี 2569 เป็นปีที่ต้องดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่กรอบดังกล่าว พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดหรือเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงในวงกว้าง

โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรอบเป้าหมายนี้พิสูจน์แล้วในอดีตว่าสามารถทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ดี ผ่านการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และยังมีความยืดหยุ่นเพียงพอรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและด้านอุปทาน

ในมุมของการลงทุน กรอบเงินเฟ้อที่ชัดเจนและต่อเนื่องเช่นนี้ คือ “ภาษานโยบาย” ที่นักลงทุนต่างชาติและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยงของประเทศ การคงกรอบ 1–3% เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณ ว่า ประเทศไทยยังยึดมั่นในวินัยนโยบายการเงิน ไม่ใช้เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะสั้น และยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉับไวแต่เปราะบาง

โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำว่า การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงถัดไปจะอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting: FIT) โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย จะดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพของระบบการเงิน ไม่ใช่การมองเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายเดี่ยว แต่พิจารณาภาพรวมของเศรษฐกิจจริง ภาคการเงิน และความสามารถในการเติบโตของประเทศไปพร้อมกัน

นัยสำคัญอีกประการหนึ่งต่อภาคการลงทุน คือ การย้ำความร่วมมือระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน กระทรวงการคลังและ ธปท. จะทำงานประสานกันมากขึ้น เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเอื้อให้แนวโน้มเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยไม่สร้างความผันผวนเกินจำเป็นต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือจะไม่จำกัดเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่รวมถึงมาตรการทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาหนี้ และสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำและมีช่วงที่ติดลบ ซึ่งสร้างคำถามต่อนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับความเสี่ยงเงินฝืดและอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี การกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนสำหรับปี 2569 และการระบุกรอบการติดตามอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความไม่แน่นอนดังกล่าวลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดย กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา หรือประมาณการล่วงหน้า 12 เดือน เคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย และจะรายงานซ้ำทุก 6 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่กลับเข้าสู่กรอบ

นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อยังเบี่ยงเบนจากเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ธปท. จะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีเป็นรายไตรมาส

กลไกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการเงินของไทยไม่ได้ถูกปล่อยให้ดำเนินไปโดยลำพัง แต่ถูกผูกโยงเข้ากับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวมของรัฐบาล

สำหรับนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างการกำกับดูแลเช่นนี้ คือ “หลักประกันเชิงสถาบัน” ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านนโยบาย (policy risk) และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจในระยะกลาง

เมื่อผนวกกับการยืนยันกรอบเงินเฟ้อที่คงเส้นคงวา ประเทศไทยจึงยังคงถูกมองว่า…เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค แม้จะเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ในภาพรวม การแถลงของโฆษกกระทรวงการคลังครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานมติ ครม. แต่เป็นการตอกย้ำ “ความตั้งใจเชิงนโยบาย” ของรัฐไทยในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพและการเติบโต ซึ่งเป็น “หัวใจสำคัญ” ของการดึงดูดการลงทุนในยุคที่เงินทุนทั่วโลกเลือกประเทศปลายทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น

การคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1–3% จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือ สัญญาณ ว่า…ประเทศไทยยังยืนอยู่บนเส้นทางของความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password