พาณิชย์เปิด 13 มาตรการช่วยกุ้งไทย หลังมาเลย์ระงับนำเข้า

กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อน 13 มาตรการเชิงรุก รองรับผลกระทบจากการที่มาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ โดยมุ่งขยายตลาดส่งออกใหม่ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเชื่อมโยงการรับซื้อจากแหล่งผลิตโดยตรง ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน พร้อมติดตามการเจรจาแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาปลากะพงขาวจากมาเลเซียเริ่มเข้าสู่ตลาดไทยในปริมาณสูงขึ้น โดยพบว่า ปลากะพงขาวนำเข้ามีสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องและรักษาสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก โดยทุกมาตรการได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามขั้นตอนร่วมกับฝ่ายมาเลเซียเพื่อคัดกรองคุณภาพของสินค้าปลากะพงให้ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบมากขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นมา
กรณีมาเลเซียได้มีการระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ (Brown Tiger Prawn), กุ้งแชบ๊วย (Banana Prawn), กุ้งขาวแวนนาไม (Whiteleg Shrimp), กุ้งกุลาดำ (Giant Tiger Prawn) และกุ้งน้ำเงิน (Blue Shrimp) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป โดยจะดำเนินการต่อไปจนกว่าหน่วยงานของไทย (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) จะส่งคำตอบชี้แจงสำหรับแบบสอบถาม (Questionnaire) ด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้ทางการมาเลเซียอย่างครบถ้วน จึงจะมีการนำมาประเมินมาตรการนี้ใหม่อีกครั้ง นั้น หากเปรียบเทียบกับการดำเนินมาตรการของไทยแล้ว ถือว่าเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงและกำหนดมาตรการรองรับ (มาเลเซียแจ้งให้ไทยทราบมาตรการผ่านหนังสือสถานทูตมาเลเซียลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย (สำเนาเรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
รัฐบาลไทย โดย กรมประมง และ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีกำหนดประชุมหารือเป็นการเร่งด่วน เพื่อเร่งคลี่คลายประเด็นดังกล่าว และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมยกระดับหยิบยกขึ้นหารือในเวทีที่เกี่ยวข้องในระดับ WTO และอาเซียน โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กัวลาร์ลัมเปอร์ จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดด้วย
สำหรับมาตรการการช่วยเหลือเกษตกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น การส่งออกสินค้ากุ้งของไทยไปยังมาเลเซีย ในช่วงปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย ประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ดำเนินการมอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดทั้งในและต่างประเทศ เร่งหาตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ ดำเนินมาตรการในเบื้องต้น 13 มาตรการ เป้าหมายดูดซับได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน ต่อเดือน ดังนี้
1) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนโดยเฉพาะตลาดสำคัญ อาทิ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และหาตลาดใหม่ในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะเมียนมาและสิงคโปร์ โดยมีกิจกรรม
1.1) Top Thai Brands คุนหมิง 11 – 16 มิ.ย.69, เซี่ยเหมิน 8 -11 ก.ย.69
1.2) Thailand Week ต้าเหลียน 5 – 7 มิ.ย. 69 และหลานโจว 9 – 13 ก.ค. 69
1.3) จัดกิจกรรม Online Business Matching สินค้ากุ้ง และ
1.4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทยในงานแสดงสินค้า SIAL ในช่วงเดือนตุลาคม 2569
2) กรมการค้าภายใน
2.1) จัดกิจกรรม หรอยริมเร ที่ภูเก็ตในเดือนมิถุนายน นำผลผลิตที่ได้รับผลกระทบมาจำหน่าย
2.2) ร่วมกับห้างท้องถิ่น ดึงผลผลิตออกจากแหล่งผลิต เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง
2.3) เปิดจุดรับซื้อกุ้ง โดยตรงในแหล่งผลิตในพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
2.4) เชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตกุ้งจากแหล่งผลิตพื้นที่เป้าหมาย
2.5) นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปรับซื้อโดยตรงจากแหล่งผลิตพื้นที่เป้าหมาย
2.6) จัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งทั่วประเทศ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า)
2.7) จัดคาราวานสินค้าประมง เปิดจุดจำหน่ายกุ้งใน กทม. ภาคอีสาน-เหนือ
3) กรมการค้าต่างประเทศ นำผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมออกร้านและกิจกรรม business matching ในงานมหกรรมค้าชายแดน 2 จังหวัด (จันทบุรี 19-22 มิถุนายน และสระแก้ว 9-12 กรกฎาคม 2569)
4) สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตที่ถูกผลกระทบไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส.






