‘ศุภจี’ บินสหรัฐฯ เร่งปิดดีลเจรจา Section 301 ก่อนเส้นตาย 24 ก.ค.นี้

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคมนี้ เพื่อหารือกับ USTR และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันการเจรจา Section 301 ให้ได้ข้อยุติก่อนเส้นตาย 24 กรกฎาคม โดยย้ำข้อเสนอของไทยตั้งอยู่บนหลักเหตุผลและผลประโยชน์ร่วม พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2569 จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเร่งเจรจาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 301 (Section 301) และมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1974) โดยตั้งเป้าหมายให้การหารือมีความคืบหน้าก่อนวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นกำหนดเส้นตายสำคัญ เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการไทย
การเดินทางครั้งนี้ จะหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นหลัก รวมถึงผู้แทนจากทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอการสนับสนุนต่อข้อเสนอของไทย โดยรัฐบาลต้องการเร่งหาข้อยุติในประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากประเทศที่สามารถสรุปการเจรจาได้แล้วมีแนวโน้มได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ทั้งนี้ ยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทย แต่เป็นฝั่งสหรัฐฯ ที่ยังต้องเร่งสรุปการพิจารณาคดี Section 301 รอบใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และยังต้องหารือกับหลายประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีเวลาหารือกับไทยมากน้อยเพียงใด
นางศุภจี ระบุว่า ยังมีหลายประเด็นที่ไทยไม่สามารถยอมรับได้ในการเจรจา เช่น การเปิดทางให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง และข้อกำหนดเกี่ยวกับ Country of Concern ที่อาจกระทบต่อสิทธิของไทยในการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นในอนาคต แม้ว่าบางประเทศจะยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวไปแล้วก็ตาม โดยไทยจะชี้แจงเหตุผลต่อสหรัฐฯ ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้

ในส่วนของการขอยกเว้นภาษี ไทยได้ส่งข้อเสนอไปแล้ว ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า รวมกว่า 1,000 รายการ โดยมีทั้งสินค้าเกษตร / ข้าวหอมมะลิ/ สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา / และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท หลักการสำคัญ คือ เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้ หรือเป็นวัตถุดิบที่ใช้ต่อยอดในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอเมริกัน จึงมองว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและมีความสมเหตุสมผล แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายสหรัฐฯ

สำหรับบรรยากาศการเจรจากับ USTR ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นไปด้วยดี โดยการพบหารือเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม รวมถึงการประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับการตอบรับที่ดี สหรัฐฯ รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนานกว่า 190 ปี รวมถึงบทบาทของไทยในการลงทุนในสหรัฐฯ และข้อเท็จจริงที่ว่ากว่า 30% ของการเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เกิดจากผู้ประกอบการสหรัฐฯ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายได้รับร่วมกัน

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะได้รับการปรับลดอัตราภาษีน้อยกว่า 19% นางศุภจี กล่าวว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ความคาดหวังคืออย่างน้อยอัตราภาษีไม่ควรสูงขึ้น และเป้าหมายของคณะเจรจาคือให้ไทยได้รับเงื่อนไขที่ไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการค้า พร้อมยืนยันว่าฝ่ายไทยมีความมั่นใจในข้อมูล หลักเหตุผล และข้อเสนอที่ยึดหลักผลประโยชน์ร่วม ไม่ได้มุ่งหวังให้ไทยได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่ยอมรับว่าผลการเจรจายังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งใจให้การเจรจาแล้วเสร็จก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม เพื่อให้ผู้ประกอบการและภาครัฐได้รับความชัดเจนโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การเจรจาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย จึงยังไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์ได้ แต่ยืนยันว่าคณะเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ และนำเสนอข้อมูลทั้งหมดที่สะท้อนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน รวมถึงแผนการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ตามกรอบความร่วมมือที่เคยตกลงไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยในการลดช่องว่างดุลการค้าระหว่างสองประเทศ.






