กนอ.กางแผน ปี’69 รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชู “นวัตกรรมและพลังงานสะอาด”ปั้นไทยฐานลงทุนระดับโลก

กนอ. กางแผนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชูบทบาท “Partner เชิงกลยุทธ์” เร่งอัดฉีดนวัตกรรมและพลังงานสะอาด ชดเชยต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงจากเหตุความไม่สงบ ชงมาตรการฟรีค่าเช่า 2 ปี ดึงเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่เข้าไทย มั่นใจนำพาภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลกในปี 2569

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์การเผชิญหน้าในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก กนอ. ยืนยันความพร้อมการทำหน้าที่เป็น “Partner เชิงกลยุทธ์” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านแผนดำเนินงานปี 2568-2569 ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

นายสุเมธ ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานของโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยภาคเอกชนประเมินว่าไทยอาจได้รับแรงกระแทกจากการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางบ้าง และอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้าของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ กนอ. กำลังเร่งยกระดับสู่โครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง (Advanced Infrastructure) โดยเน้นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานผ่านการส่งเสริมโรงไฟฟ้า SPP/IPP และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงโซลาร์ลอยน้ำ (floating solar) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย RE100 และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 315,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้นจากการปรับเส้นทางเรือ กนอ. ได้เสนอแนวทาง “คืนเวลา” เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยการใช้ความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ (Regulatory Flexibility) ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และ OCR มาช่วยในระบบอนุญาตอัจฉริยะ (I-EA-T EASE) ซึ่งสามารถลดระยะเวลาบริการจากเดิมเฉลี่ย 55 นาที เหลือเพียง 11-19 นาที พร้อมปรับขั้นตอนให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มโครงการได้ไวขึ้น แม้จะอยู่ในกระบวนการรอผล EIA เพื่อสร้างความมั่นใจในความเร็วและความแน่นอนของการทำธุรกิจ

“ผมมั่นใจว่า ไทยยังมีความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง หรือ โอกาสทองสำหรับการย้ายฐานการผลิต(Supply Chain Reconfiguration) ซึ่ง กนอ.ได้ปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์จาก ‘ผู้จัดสรรที่ดิน’ สู่การเป็น ‘Industrial FDI+ Platform’ ขณะเดียวกัน กนอ.ยังได้อัดฉีดมาตรการจูงใจที่จับต้องได้จริง เช่น มาตรการฟรีค่าเช่าที่ดินและค่าบำรุงรักษาเป็นเวลา 2 ปี ในนิคมอุตสาหกรรมนำร่อง เพื่อดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy) อาทิ EV, Electronics และ Digital พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์เตือนภัยทางเศรษฐกิจเพื่อให้โรงงานวางแผนบริหารสต็อกวัตถุดิบได้ทันท่วงที” นายสุเมธ กล่าว

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า กนอ. ยังให้ความสำคัญกับการประคอง SME และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศผ่านโครงการ SMEs + Matching MMC เพื่อผลักดัน Local Suppliers ไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก รวมถึงการดูแลทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการตรวจสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในนิคมฯ ท่ามกลางภาวะตึงเครียด

“แม้ปี 2569 จะมีความท้าทายสูง แต่ด้วยความพร้อมด้านนวัตกรรมและธรรมาภิบาล กนอ. ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถนำพาภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายสุเมธ กล่าวปิดท้าย

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password