• พฤหัสบดี 3 กันยายน 2569 เวลา 05:21 น.

‘คลัง – ธปท.’ ถกไม่คืบ! ลด ดบ.ลุ้นกลาง ต.ค.นี้ – ส่วนปม ‘เงินเฟ้อ-บาทแข็ง’ ยกยอดหารือรอบหน้า?

BREAKING NEWS ECONOMY HEADLINE NEWS

“รองนายกฯและรมว.คลัง” ยกปมหารือ “กรอบเงินเฟ้อและเงินบาทแข็งค่า” ร่วมกับ “ผู้ว่าฯธปท.” ไปรอบหน้า ส่วนแนวคิดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังต้องลุ้นผลประชุม กนง. กลางเดือน ต.ค.นี้ ส่นรอบนี้ทำได้แค่หารือถึงทางลดปัญหาหนี้ครัวเรือน วอน ธปท. เจรจาสถาบันการเงิน แก้หนี้ของรายย่อย ยืนยันไม่ใช่การ “แฮร์คัต” ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอีและรายย่อย หวังแค่เข้าได้ถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น

กลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก ภายหลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงานเปิดตัว โครงการ Your Data ข้อมูลของคุณ สู่บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานฯ ว่า เวทีนี้ นายพิชัย จะได้หารือร่วมกับ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ถึงมุมมองและทิศทางเศรษฐกิจที่ กระทรวงการคลังและธปท. ยังเห็นไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็น…ค่าเงินบาท กรอบอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ล่าสุด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ตนได้หารือกับผู้ว่าการ ธปท. โดย กระทรวงการคลังยังคงยืนยันเกี่ยวกับนโยบายการลดดอกเบี้ย แม้จะเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 16 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งการหารือมีการแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะกรณีที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และ ธนาคารกลางยุโรป ได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมา ขณะที่ ทางการจีนเอง ก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากปัจจัยข้างต้น ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลข้างต้น เชื่อว่า กนง. จะนำไปพิจารณา เพราะหากลดดอกเบี้ยลงมาได้จะส่งผลดีต่อคนกู้ใหม่ ส่วนตัวยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยอาจไม่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากนัก และไม่ได้กระตุ้นการส่งออกในเชิงปริมาณมากเท่าใด โดยปกติในช่วงปลายปีจะมียอดส่งออกขยับตัวดีขึ้น ขณะที่ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะรับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี แต่สิ่งสำคัญที่สุด ภาครัฐจำเป็นจะต้องดูแลด้านสภาพคล่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี สามารถจะเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้” นายพิชัย ย้ำและว่า

ตนยังได้หารือกับ ผู้ว่า ธปท. ถึงแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงเกินกว่าร้อยละ 90 ของจีดีพี แม้ว่านโยบายของรัฐบาล ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จะดำเนินการช่วยเหลือไปแล้วบางส่วน แต่ยังคงมีลูกหนี้ในส่วน Non Bank และสถาบันการเงินอื่นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น หาก ธปท.นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาและช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ก็จะสร้างโอกาสให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพได้เข้าถึงโอกาสในการกูเงิน นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มรายย่อย ยอดเงินกู้ไม่สูงมากนัก แต่มีจำนวนสูงถึง 7-8 แสนบัญชี ต่างจากปัญหาหนี้ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่ปัญหาหนี้อยู่เฉพาะในกลุ่มเอกชนรายใหญ่ ที่มีมูลหนี้ต่อรายเป็นจำนวนมาก แต่จำนวนบัญชีมีไม่มากนัก

ทั้งนี้ การขอให้ ธปท.และสถาบันการเงิน รวมถึง Non Bank ได้พิจารณาถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ของรายย่อย ไม่ใช่การ “แฮร์คัทหนี้” แต่เป็นการลดหย่อนผ่อนปรนหนี้ เพื่อให้รายย่อยเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่ 2 หน่วยงาน (กระทรวงการคลัง และธปท.) จะต้องร่วมมือแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ส่วนเรื่องกรอบเงินเฟ้อและค่าเงินบาท คงได้นัดหารือเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป.