• จันทร์ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:37 น.

ฮั้ว ส.ว. 229 คน : ถึงเวลาส่งศาล?

BREAKING NEWS POLITICAL

(หลักฐานถาโถม กกต.อยู่หน้าทางแยกใหญ่ ที่สุด! ควรให้ใครชี้ขาด!)

 
คดีฮั้วเลือก ส.ว.เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อข้อมูล พยาน และข้อพิรุธ! ถูกเปิดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามสำคัญในวันนี้…อาจไม่ใช่เพียง “มีการฮั้วหรือไม่?” หากเป็น กกต.ควรวินิจฉัยให้จบเอง หรือส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาด?

จากข้อสงสัยสู่ 229 ราย :

คดีที่เรียกกันว่า “ฮั้วเลือก ส.ว.” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้ แต่เป็น…ผลสืบเนื่องจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 ซึ่งใช้ “ระบบ” กำหนดให้ ผู้สมัครเลือกกันเอง ผ่านระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ

ความผิดปกติหลายอย่างถูกตั้งคำถามมาต่อเนื่อง ทั้ง…รูปแบบการลงคะแนน การรวมตัวของผู้สมัคร การจัดที่พัก การจัดรถรับส่ง “โพย” หมายเลขผู้สมัคร ตลอดจน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัคร ส.ว.กับนักการเมืองและบุคคลในเครือข่ายการเมือง

กระทั่ง การสอบสวนขยายตัวจนมี “ผู้ถูกกล่าวหา” หรือ อยู่ในสำนวน รวม 229 ราย ซึ่งข้อมูลที่ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw เปิดเผยระบุว่า…มีทั้ง ส.ว. ผู้สมัครและสำรอง นักการเมือง ตลอดจนบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

จุดนี้ ต้องย้ำว่า…“ผู้ถูกกล่าวหา” ไม่เท่ากับ “ผู้กระทำผิด” ทุกคนยังต้องได้รับการพิจารณาตามกระบวนการและพยานหลักฐาน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง จำนวน 229 คนทำให้คดีนี้ ไม่ใช่…คดีเลือกตั้งธรรมดา เพราะหาก ข้อกล่าวหาส่วนสำคัญได้รับการพิสูจน์ ย่อมกระทบโดยตรงต่อคำถามเรื่องความชอบธรรมของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

หลักฐานเริ่มต่อเป็นภาพ :

สิ่งที่ทำให้ สถานการณ์ในเดือนสิงหาคมร้อนขึ้น! นั่นก็คือ…ข้อมูลที่ทยอยถูกเปิดเผยไม่ได้มีเพียงข้อสังเกตทางสถิติ

มีทั้งเรื่อง…การรวมตัวของผู้สมัครตามโรงแรมก่อนวันเลือก การกล่าวอ้างถึงการแจกเอกสารกำหนดหมายเลข การเก็บโทรศัพท์ การจัดรถรับส่ง ตลอดจน รูปแบบการลงคะแนนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเหมือนกันผิดปกติ

ล่าสุด! ยังมี…การเปิดข้อมูลโรงแรม B2 รังสิต โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุถึง การจองอีก 26 ห้อง มีผู้เข้าพัก 30 คน และในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้สมัคร ส.ว. 20 คน

พร้อมเรียกร้องให้ กกต.และ DSI ชี้แจงว่า…ได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงเหล่านี้แล้วหรือไม่?

ขณะเดียวกัน iLaw เปิดข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร ส.ว.ที่กล่าวอ้างว่า…ถูกชักชวนเข้าร่วมกลุ่มพร้อมเสนอเงิน “6 หลัก” และยังมีข้อกล่าวอ้างถึง การรวบรวมรายชื่อ ส.ว. 19 คน ก่อนเลือกประธานวุฒิสภา โดยมีการพูดถึง ค่าตอบแทนคนละ 3 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์!!!

แต่เมื่อ ข้อมูลหลายชิ้น เริ่มพูดถึง…คน – เงิน – สถานที่ – เวลา – การเดินทาง – โทรศัพท์ – รูปแบบคะแนน คำถามจึงเปลี่ยนไปว่า…หลักฐานแต่ละชิ้นแยกขาดจากกัน หรือสามารถต่อกันเป็น “ระบบ” ได้หรือไม่???

นี่คือ…หัวใจของคดี!!!

“คณะที่ 26” ตัวแปรสำคัญ :

อีกจุด! ที่ต้องจับตา ก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับ…คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน “คณะที่ 26”

ข้อมูลที่สื่อมวลชนนำเสนอ โดยอ้าง…รายงานของคณะดังกล่าว ระบุถึง…พฤติการณ์ ตั้งแต่…การวางแผนก่อนเลือก การจัดหาโหวตเตอร์ การกำหนดค่าใช้จ่าย ไปจนถึง ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลหลายระดับ และมีรายงานด้วยว่า…

ข้อเสนอทางกฎหมาย อาจไปไกลถึงเรื่องพรรคการเมือง!!??

ตรงนี้…จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง! เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายของ กกต.หรือศาล???

แต่ ความสำคัญของมัน! อยู่ตรงที่…หากหลักฐานสามารถพิสูจน์ ได้ว่า…การกระทำไม่ได้เกิดจากผู้สมัครบางคนโดยอิสระ แต่มีการวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือจัดระบบจากส่วนกลาง

ลักษณะของคดีย่อมเปลี่ยนจากการทุจริต “รายบุคคล” ไปเป็นคำถามเรื่อง “ขบวนการ!!!”

และนั่น…อาจทำให้ผลทางกฎหมายกว้างกว่า ส.ว.บางคนถูกเพิกถอนสิทธิเท่านั้น

“แสวง” วาง 3 ประตู :

ท่ามกลางแรงกดดัน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาอธิบาย “หลักสำคัญ” ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ว่า…การจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหลังประกาศผลการเลือกแล้ว ต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ

หนึ่ง ผู้สมัครเป็นผู้กระทำทุจริตเอง หรือรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น

สอง การกระทำนั้นต้องเข้าลักษณะทุจริต เช่น จ้างสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ผลประโยชน์

และ สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

หากครบองค์ประกอบดังกล่าว กกต.จึงส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา!!!

คำอธิบายนี้ ฟังดูตรงไปตรงมาในทางกฎหมาย แต่กลับทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาทันทีได้เช่นกัน ว่า…

กกต.ต้องพิสูจน์จนแน่ใจว่าใครผิดก่อนจึงส่งศาล หรือเพียงมีหลักฐานถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” ก็เพียงพอที่จะให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย?

เพราะ 2 แนวคิดนี้ต่างกันมาก!!??

กกต.หรือศาล ใครควรชี้ขาด? :

ฝ่ายที่เรียกร้องให้ส่ง 229 รายไปศาล มองว่า…กกต.ไม่ใช่ศาล หากหลักฐานถึงระดับที่กฎหมายกำหนด

หน้าที่ของ กกต. คือ…ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการตุลาการ แล้วให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานและตัดสินว่าใครผิดหรือไม่ผิด???

ขณะที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw จึงเรียกร้องอย่างชัดเจนว่า…กกต.ไม่ควร “ตัดตอนคดี” และควรส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดให้ศาลพิจารณา

ในทางกลับกัน! คำอธิบายของ เลขาธิการ กกต. ได้สะท้อนอีก “หลักคิดหนึ่ง” นั่นคือ…ก่อนส่งบุคคลใดไปศาล ต้องพิจารณาให้ได้เสียก่อนว่าพฤติการณ์และพยานหลักฐานของบุคคลนั้นเข้าองค์ประกอบมาตรา 226 หรือไม่?

ความขัดแย้ง จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า…“หลักฐานจริงหรือเท็จ”

แต่อยู่ที่ว่า…“หลักฐานต้องหนักถึงระดับไหน? จึงถึงเวลาส่งศาล”

“ภราดร” เปิดอีกด้านของคดี :

อีกด้านที่ต้อง นำมาพิจารณาเพื่อความเป็นธรรม คือ…คำชี้แจงของ “ผู้ถูกพาดพิง”

กรณี iLaw เปิดข้อมูลกล่าวอ้าง ว่า…มีผู้สมัคร ส.ว.อ่างทองโทรศัพท์ ถึง นายภราดร ปริศนานันทกุล ในช่วงวันเลือกระดับประเทศ และเป็น นายภราดร ที่ออกมาชี้แจงว่า…เหตุการณ์ผ่านมาแล้วประมาณ 2 ปี ตนรับและโทรศัพท์หาคนในอ่างทองจำนวนมาก จึงไม่สามารถจำได้ว่าใครโทรมา พร้อมตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่

พร้อมยืนยันหลักว่า…ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ไม่ควรนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้พิสูจน์มาตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิด

คำชี้แจงนี้ มีความสำคัญ? เพราะเป็นเครื่องเตือนว่า…ต่อให้ภาพรวมของคดี ดูมีข้อพิรุธมากเพียงใด? การเอาผิดทางกฎหมาย สุดท้าย…ต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงไปถึง “บุคคล” ให้ได้ ด้วยเช่นกัน

การมีชื่ออยู่ในเครือข่าย การรู้จักกัน หรือแม้แต่มีการติดต่อกัน ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า…เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด เสมอไป!!??

เดิมพันจึงสูงทั้ง 2 ทาง :

กกต.กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจยาก??? ถ้าส่งทั้ง 229 รายไปศาล ย่อมถูกตั้งคำถามว่า…ได้กลั่นกรองพยานหลักฐานเป็นรายบุคคลเพียงพอหรือไม่?

แต่ถ้าส่งเพียงบางคน? หรือไม่ส่งบุคคลสำคัญที่สาธารณะเห็นว่ามีหลักฐานพาดพิง? ก็ต้องตอบให้ได้ว่า…ตัดออกเพราะอะไร???

ยิ่งมีข้อมูล จาก…คณะไต่สวน พยานบุคคล เอกสาร โรงแรม โทรศัพท์ เส้นทางเงิน หรือข้อมูลการลงคะแนนปรากฏต่อสาธารณะมากเท่าไร?

เหตุผลของ กกต.ก็ยิ่งต้องละเอียดและตรวจสอบได้มากเท่านั้น!

เพราะคดีนี้ ไม่ได้มี “เดิมพัน” เฉพาะอนาคตของ ส.ว. 138 คนที่มีชื่ออยู่ในข้อมูล 229 ราย

ทว่ายังมี…“เดิมพัน” อีกด้าน นั่นก็คือ…ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้ง

7 วันอันตราย :

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุด! ในระยะใกล้ จึงไม่ใช่ข่าวเปิดหลักฐานชิ้นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือ…มติของ กกต.

กกต.เคยระบุว่า…ต้องการดำเนินการพิจารณาคดีให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม ดังนั้นช่วงก่อนวันที่ 31 สิงหาคมจึงมีความหมายทางการเมืองสูงมาก

ถ้า กกต.ส่ง 229 รายทั้งหมด ผลสะเทือนจะเกิดทันที! แต่หากจะส่งเพียงบางราย คำถามต่อมา ก็คือ… “ใครหลุด และเพราะอะไร?”

และถ้า คดีถูกยุติเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด! แรงกดดันอาจไม่ได้จบ แต่มีโอกาสย้ายจาก “คดีฮั้ว ส.ว.” ไปสู่การตรวจสอบ การทำหน้าที่ของ กกต.เอง

จากนี้ต้องดู 4 เรื่อง :

ระยะไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนควรติดตามอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่…

หนึ่ง – กกต.ลงมติอย่างไร? ส่งทั้งหมด ส่งบางส่วน หรือยุติเรื่อง และใช้เหตุผลทางกฎหมายใด

สอง – รายงานคณะที่ 26 ถูกนำมาใช้แค่ไหน? โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่ถูกกล่าวอ้างถึงการจัดตั้งเครือข่าย เงิน โพย และผู้ประสานงาน

สาม – หลักฐานเชื่อมถึง “ผู้จัดการระบบ” หรือไม่? เพราะนี่เป็นเส้นแบ่งระหว่างความผิดรายบุคคลกับข้อกล่าวหาเรื่องขบวนการที่อาจมีผลทางกฎหมายกว้างขึ้น

สี่ – DSI เดินต่ออย่างไร? เพราะเส้นทางคดีของ DSI กับกระบวนการของ กกต.ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด การตัดสินใจของ กกต.จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงจุดจบของทุกคดีที่เกี่ยวข้อง

ปลายทางไม่ใช่ 229 คน :

เมื่อมองผ่านเสียงกล่าวหาและการตอบโต้ทั้งหมด สิ่งที่ประชาชนควรต้องการที่สุดอาจไม่ใช่การเห็นคน 229 คนถูกลงโทษ และไม่ใช่การเห็นทั้ง 229 คนพ้นข้อกล่าวหา

แต่คือ…การได้คำตอบว่า การเลือก ส.ว.ปี 2567 เป็นการแข่งขันของผู้สมัครอย่างเสรี หรือผลลัพธ์บางส่วนเกิดจากระบบที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้า

หากไม่มีขบวนการ ก็ควรพิสูจน์ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเป็นธรรม!!??

แต่หาก มีหลักฐาน ว่า…มีขบวนการจริง ก็ต้องตามให้ถึงคนออกแบบ คนจัดการ คนจ่าย คนประสาน และผู้ได้รับประโยชน์ ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงผู้สมัครระดับล่าง

เพราะ ปลายทางของคดีนี้ ไม่ใช่คำถามว่า…“229 คนจะรอดกี่คน” หากแต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก ว่า…

ประชาชนจะเชื่อได้เพียงใดว่า…ผู้ใช้อำนาจเลือกองค์กรสำคัญของประเทศ มาจากกระบวนการที่สุจริตและเที่ยงธรรมจริง

และ คำตอบแรก กำลังอยู่ในมือ กกต. นั่นเอง!!!.