ผอ.สลากฯ เร่งศึกษาแผนเพิ่มช่องทางจำหน่าย N3 ทั้งการเปิดรับคนพิการทั่วประเทศเป็นตัวแทน และการพัฒนาตู้ช่วยจำหน่าย 2 รูปแบบ คือลงทุนจัดทำตู้เองควบคู่กับศึกษาความร่วมมือกับตู้บริการที่มีอยู่ในตลาด คาดเริ่มดำเนินการเรื่องตู้ได้ในปี 2571 หวังดันยอดจำหน่ายจากปัจจุบันกว่า 6 ล้านรายการไปสู่เป้าหมาย 10 ล้านรายการ พร้อมดึงผู้ซื้อหวยใต้ดินและหวยรายวันจากต่างประเทศกลับเข้าสู่ระบบ
พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เปิดเผยว่า สำนักงานอยู่ระหว่างวางแนวทางเพิ่มจำนวนตัวแทนและช่องทางจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก หรือ N3 เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาและเข้าถึงจุดซื้อสลากที่ถูกกฎหมายได้สะดวกขึ้น
ปัจจุบัน N3 มียอดจำหน่ายกว่า 6 ล้านรายการ ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีแนวคิดที่อยากเห็นยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10 ล้านรายการ การเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายและนำเทคโนโลยีมาช่วยขยายจุดขายจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
แนวทางแรก คือ การเพิ่มจำนวนตัวแทน N3 โดยสำนักงานอยู่ระหว่างเปิดรับสมัครตัวแทนเพิ่มเติม ทั้งจากกลุ่มผู้ค้าสลาก L6 ในระบบเดิมที่ยังไม่ได้เป็นตัวแทน N3 และกลุ่มคนพิการทุกประเภททั่วประเทศ
คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการซึ่งยังมีสถานะเป็นปัจจุบันสามารถยื่นสมัครได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ค้าสลากในระบบเดิมและไม่ต้องสำรองเงินซื้อ N3 มาจำหน่าย ตัวแทนจะได้รับค่าตอบแทนตามยอดขายจริง ทำให้คนพิการมีโอกาสประกอบอาชีพโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนซื้อสลากล่วงหน้า
ขณะนี้ มีคนพิการยื่นสมัครเป็นตัวแทน N3 แล้วกว่า 30,000 ราย โดยสำนักงานจะเปิดรับสมัครถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะนำข้อมูลผู้สมัครส่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ตรวจสอบคุณสมบัติ สถานะความพิการ และตัวตน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดเลือก
พันโท หนุน กล่าวอีกว่า การเพิ่มตัวแทนกลุ่มคนพิการจะช่วยกระจายจุดจำหน่าย N3 ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่การมีตัวแทนเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนบางส่วนต้องการซื้อ N3 แต่หาตัวแทนหรือจุดจำหน่ายได้ยาก ขณะที่บางส่วนไม่มีหรือไม่สะดวกใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง
สำนักงานจึงมีแนวคิดที่สอง คือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มช่องทางเข้าถึงผ่าน “ตู้ช่วยจำหน่าย N3” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชื่อมผู้ซื้อเข้ากับตัวแทน ไม่ใช่ตู้ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำสลากออกจำหน่ายแข่งขันกับผู้ค้า
แนวทางพัฒนาตู้ช่วยจำหน่าย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ซึ่งอาจดำเนินการควบคู่กัน รูปแบบแรก คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลลงทุนจัดทำตู้ขึ้นเอง โดยในระยะแรกอาจเริ่มประมาณ 100–200 ตู้ ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณตู้ละ 20,000 บาท ก่อนประเมินผลและทยอยขยายจำนวน
รูปแบบที่สอง คือ การศึกษาความร่วมมือกับผู้ประกอบการตู้บริการที่มีเครือข่ายอยู่แล้วในตลาด โดยอาจพัฒนาหรือติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมลงในตู้เดิม เช่น ตู้บุญเติม ตู้เต่าบิน หรือตู้บริการประเภทอื่น เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบ N3 ได้
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงชื่อตู้ต่าง ๆ เป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เห็นลักษณะของตู้บริการที่มีอยู่ในตลาด สำนักงานสลากฯ ยังไม่ได้เจรจา ทำข้อตกลง หรือได้ข้อสรุปร่วมกับเจ้าของตู้หรือผู้ประกอบการรายใด

นอกจากนี้ สำนักงานยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนว่าจะใช้ตู้ที่ลงทุนเองจำนวนเท่าใด และใช้ตู้ของผู้ประกอบการภายนอกจำนวนเท่าใด เพราะต้องศึกษารูปแบบทางเทคนิค ต้นทุน ระบบยืนยันตัวตน การเชื่อมโยงยอดขายกับตัวแทน และความเหมาะสมของพื้นที่ติดตั้งก่อน
ส่วน “จุดติดตั้ง” อาจพิจารณาพื้นที่หรือร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เปิดให้บริการเป็นเวลานานและมีผู้ดูแลสถานที่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เลือกพื้นที่หรือเจรจากับร้านสะดวกซื้อรายใด การกล่าวถึงร้านสะดวกซื้อจึงเป็นเพียงการอธิบายให้เห็นภาพของพื้นที่ที่อาจเหมาะสมเท่านั้น
ทั้งนี้ ระบบตู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษาจะต้องออกแบบให้ประชาชนสามารถซื้อ N3 ได้ง่ายขึ้น รวมถึง ผู้ที่ไม่มีแอปเป๋าตัง ขณะเดียวกัน ยอดขายจากตู้จะต้องเชื่อมโยงกับร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ผลประโยชน์จากการจำหน่ายยังคงตกอยู่กับตัวแทน ไม่ใช่สำนักงานสลากฯ เข้าไปเป็นผู้ขายเสียเอง
พันโท หนุน กล่าวย้ำว่า ตนเป็นคนทำงานรวดเร็ว และจะเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอแผนต่อคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยเร็ว หากได้รับความเห็นชอบและการพัฒนาระบบเป็นไปตามแผน คาดว่าแนวทางตู้ช่วยจำหน่ายอาจเริ่มเห็นการดำเนินงานได้ในปี 2571
ทั้งนี้ การเพิ่มตัวแทนจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการ ควบคู่กับการใช้ตู้ช่วยจำหน่าย จะทำให้ N3 มีทั้ง “คนขาย” และ “ช่องทางเข้าถึง” เพิ่มขึ้น สามารถรองรับความต้องการซื้อได้ทั่วถึงกว่าเดิม และช่วยเร่งยอดจำหน่ายจากกว่า 6 ล้านรายการไปสู่เป้าหมาย 10 ล้านรายการตามที่คณะกรรมการต้องการเห็น
พันโท หนุน เชื่อว่า เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงสลากที่ถูกกฎหมายได้ง่ายและสะดวกขึ้น จะช่วยดึงผู้ซื้อบางส่วนออกจากหวยใต้ดินและหวยรายวันจากต่างประเทศ เช่น หวยลาวและหวยเวียดนาม ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการพนันนอกระบบได้
อย่างไรก็ตาม แผนตู้ช่วยจำหน่ายยังอยู่ในขั้นศึกษาและเตรียมเสนอคณะกรรมการ ตัวเลขจำนวนตู้ ต้นทุน กำหนดเวลา และรูปแบบความร่วมมือกับผู้ประกอบการจึงยังเป็นกรอบประมาณการเบื้องต้น ยังไม่ใช่แผนที่ได้รับการอนุมัติหรือข้อผูกพันกับเอกชนรายใด.

