• จันทร์ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 10:35 น.

เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่าน! เปิดทางสู่ ‘เครื่องยนต์ใหม่’

BREAKING NEWS STRATEGIES

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ “ชี้คนละทาง” อาจไม่ใช่สัญญาณร้าย หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเดิมสู่อิเล็กทรอนิกส์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โอกาสของไทยอยู่ที่การเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เศรษฐกิจใหม่เติบโตเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ของประเทศ

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI เดือนมิถุนายนหดตัวประมาณ 3% อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ PMI ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมกลับขึ้นมาอยู่ที่ 54.2 สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตในทิศทางขยายตัว ส่วน GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก แม้การส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวค่อนข้างแรง

หากมองเฉพาะตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เราอาจรีบสรุปได้ว่า…เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหา? หรือในทางกลับกัน ก็อาจสรุปได้เช่นกันว่า…เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว!!??

แต่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เสนออีกมุมที่น่าสนใจว่า…ไม่มีตัวเลขใดผิด และไม่มีตัวเลขใดสามารถบอกภาพเศรษฐกิจทั้งหมดได้ เพราะ PMI วัด “ทิศทาง” ว่ากิจกรรมดีขึ้นหรือแย่ลง ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

ความแตกต่างของตัวเลขจึงอาจไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยมีอะไรผิดปกติเสมอไป แต่อาจกำลังบอกเราว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราเคยคุ้นเคย

ด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมเดิมหลายประเภทกำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งรถยนต์ ปิโตรเคมี และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเข้าไปเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ อุปกรณ์เครือข่าย อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไปจนถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น จึงมีลักษณะคล้าย เศรษฐกิจแบบ K-shape ตามคำอธิบายของ ดร.พิพัฒน์ คือ ผู้ชนะกำลังโตเร็ว แต่ยังตัวเล็ก ส่วนผู้แพ้กำลังหดตัวและยังตัวใหญ่”

แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง ประโยคนี้กลับมีความหมายเชิงบวกต่ออนาคตของประเทศไทย เพราะอย่างน้อย ผู้ชนะกลุ่มใหม่” ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

โจทย์ของประเทศจึงไม่ใช่การเริ่มต้นจาก “ศูนย์” แต่คือ…ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้เติบโตจนมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ขณะเดียวกัน ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ตั้งข้อสังเกตถึง ข้อจำกัดของ MPI โดยเฉพาะ กระบวนการเก็บข้อมูลรายเดือนที่อาศัยการสุ่มสำรวจจากกลุ่มโรงงานเดิม เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่หรืออุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น ระบบสำรวจอาจยังไม่สามารถดึงกิจกรรมเหล่านั้นเข้ามาสะท้อนในดัชนีได้อย่างทันท่วงที

เรื่องนี้จึงเปิดโอกาสให้ประเทศไทยกลับมาทบทวน “เครื่องมือวัดเศรษฐกิจ” ครั้งสำคัญ!!!

ในโลกที่สินค้าและบริการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การวัดเพียงจำนวนชิ้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ฮาร์ดดิสก์ เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อก่อนฮาร์ดดิสก์หนึ่งลูกอาจเก็บข้อมูลได้ไม่กี่ TB แต่ปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้หลายสิบ TB หากผลิตจำนวนเท่าเดิม ตัวเลขปริมาณอาจบอกว่าอุตสาหกรรมไม่เติบโต ทั้งที่ความสามารถและคุณค่าของผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ดังนั้น การที่หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐเริ่มหันมาทบทวนตัวชี้วัด จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “แก้ตัวเลข” แต่ควรใช้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้รัฐบาลและภาคเอกชนมองเห็นว่า…อุตสาหกรรมใดกำลังเกิด? อุตสาหกรรมใดกำลังลดบทบาท? และเงินลงทุนกำลังสร้างมูลค่าเพิ่มอยู่ตรงส่วนใดของประเทศ?

แต่การมีเครื่องมือวัดที่แม่นยำขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคำตอบ!!!

อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า คือ ประเทศไทยจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้อย่างไร???

เพราะ การส่งออกหรือการลงทุนที่เติบโตสูง ไม่ได้หมายความว่า…มูลค่าทั้งหมดจะตกอยู่ในประเทศไทย อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องนำเข้าชิปและชิ้นส่วนจำนวนมาก ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ เครื่องจักร และอุปกรณ์จากต่างประเทศ

ขณะที่ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ายังมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศไม่ลึกเท่าอุตสาหกรรมรถยนต์เดิมของไทย!

นี่จึงเป็นทั้ง ข้อจำกัด” และ “โอกาส” ในเวลาเดียวกัน!!!

เพราะทุกส่วนที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าในวันนี้ คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผู้ประกอบการ เทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานของตัวเองขึ้นมาในวันข้างหน้า

จากมุมของ ยุทธศาสตร์ออนไลน์” ประเทศไทยจึงควรเดินหน้าอย่างน้อย 3 เรื่องพร้อมกัน คือ 1.ปรับเครื่องมือวัดเศรษฐกิจให้ทันโลกใหม่ 2.เร่งยกระดับอุตสาหกรรมเดิมที่ยังมีศักยภาพ และ 3.สร้างระบบนิเวศให้อุตสาหกรรมใหม่ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน บุคลากร และเทคโนโลยีของไทยเพิ่มขึ้น

เป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่เพียงการดึงโรงงานหรือดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งในประเทศไทย แต่ต้องเดินต่อไปถึงการสร้างวิศวกรไทย นักพัฒนาระบบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน SME และงานวิจัยของไทย ให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเดียวกัน

หากทำได้ เงินลงทุนจากต่างประเทศหนึ่งบาทก็จะสร้างรายได้หมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยมากกว่าเดิม และเมื่ออุตสาหกรรมใหม่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ “ผู้ชนะที่วันนี้ยังตัวเล็ก” ก็มีโอกาสกลายเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องมองตัวเลขเศรษฐกิจที่ชี้คนละทางด้วยความวิตกเพียงด้านเดียว เพราะอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เศรษฐกิจเก่ากำลังเปลี่ยน และเศรษฐกิจใหม่กำลังเกิดขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญคือ…ประเทศไทยต้องมองเห็นการเปลี่ยนแปลงให้เร็ว วางยุทธศาสตร์ให้ถูก และทำให้อุตสาหกรรมใหม่หยั่งรากลงในระบบเศรษฐกิจไทยให้ลึกที่สุด!

ถ้าทำได้ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการถดถอย แต่กลับเป็น โอกาสครั้งสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ของประเทศไทย

และ ความหวังของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ได้อยู่ที่การรอให้ตัวเลขเก่ากลับมาสวยเหมือนเดิม แต่อยู่ที่ความสามารถของเราที่จะ สร้างอนาคตใหม่ให้เติบโตขึ้นมาทดแทนสิ่งเดิมที่กำลังเปลี่ยนไป!!!.