รัฐอัดฉีด ‘2 แนวรบ’ กระตุ้นฐานราก!

(3 สัญญาณเศรษฐกิจ! เริ่มเชื่อมกัน ‘มาตรการช่วยประชาชน + กระตุ้นกำลังซื้อ + ทิศทางนโยบายการเงิน)
มาตรการช่วยผู้สูงอายุรายได้น้อย การเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส และท่าทีล่าสุดของ กนง. กำลังสะท้อนภาพเดียวกัน “การใช้ทั้งนโยบายการคลัง + นโยบายการเงิน” ประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ท่ามกลางการจับตาว่า…รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมหรือไม่? อย่างไร?
ท่ามกลาง “ข่าวดี” ก่อนหน้านี้ ที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำการประกาศปรับประมาณการณ์ปี 2569 สูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.5% เป็น 2.3% ด้วยเหตุผล…
แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยช่วงที่ผ่านมา พบว่า…มีแรงส่งที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น

ล่าสุด จากข้อมูลข่าวที่ กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการการคลัง ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวที่สะท้อนภาพ ว่า…รัฐบาลกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง
โดย กรมบัญชีกลางประกาศพร้อมโอนเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็น “ผู้ได้รับสิทธิ” ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ “เฉพาะผู้มีสิทธิรายเดิม”
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ก็ได้เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ที่มียอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 40,104 ล้านบาท
ทั้ง 2 ข่าว ได้สะท้อน…การเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากในช่วงกลางปี 2569
บัญชีกลางเดินหน้าช่วยผู้สูงอายุรายได้น้อย :
นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะ “โฆษกกรมบัญชีกลาง” เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ มีมติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 อนุมัติแนวทางจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยกำหนด อัตราจ่ายเดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 4 เดือน (มีนาคม-มิถุนายน 2569) ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินตั้งแต่ 100-400 บาท ตามช่วงเดือนที่เริ่มได้รับสิทธิ
กรมบัญชีกลางกำหนดโอนเงินในเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 3 รอบ คือ วันที่ 13, 14 และ 15 กรกฎาคม แบ่งตามช่วงวันเดือนปีเกิดของผู้ได้รับสิทธิ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่โอนเงินไม่สำเร็จ (Reject) รับการโอนซ้ำในวันที่ 31 กรกฎาคม ผ่านบัญชีธนาคารหรือบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน
ไทยช่วยไทย พลัส ใช้จ่ายแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท :
ในวันเดียวกัน กระทรวงการคลังยังเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่า…มีประชาชนได้รับสิทธิแล้ว 26.04 ล้านคน ใช้สิทธิสำเร็จ 25.61 ล้านคน ขณะที่ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและพร้อมให้บริการมีมากกว่า 1.06 ล้านร้านค้า
ยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการอยู่ที่ 40,104.49 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 23,094.26 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 17,010.23 ล้านบาท โดยมี ผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 8.56 ล้านราย สะท้อนการตอบรับของประชาชนและผู้ประกอบการในวงกว้าง
มาตรการต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกัน :
เมื่อพิจารณาทั้ง 2 มาตรการร่วมกัน “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบาย 2 แนวทางควบคู่กันอย่างชัดเจน คือ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านระบบสวัสดิการ และ การกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการร่วมจ่าย
แม้รูปแบบแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ…การรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง
เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุแม้มีวงเงินไม่มากนัก แต่เมื่อผสานกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบ ก็ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือนรายได้น้อย
ขณะเดียวกัน สิ่งนี้…ได้ส่งผลเชิงบวกต่อร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ

ตัวเลขสะท้อนประสิทธิภาพของนโยบายการคลัง :
หากวิเคราะห์จาก ข้อมูลของกระทรวงการคลัง จะพบว่า..เงินสนับสนุนจากภาครัฐกว่า 23,094 ล้านบาท สามารถสร้างยอดใช้จ่ายรวมได้มากกว่า 40,104 ล้านบาท หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุก ๆ เงินภาครัฐ 100 บาท สามารถกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจากภาคประชาชนเพิ่มขึ้นอีกราว 74 บาท
กลไกดังกล่าวสะท้อนว่า…มาตรการร่วมจ่ายไม่ได้เป็นเพียงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมใช้จ่าย ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่ามูลค่าเงินอุดหนุนโดยตรง
เมื่อ กนง. เริ่มมองไปที่นโยบายการคลัง :
อีกสัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด ซึ่ง มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% พร้อม ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 จาก 1.5% เป็น 2.3% โดยให้เหตุผลว่า…
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงส่งดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและการผลิตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตมากกว่าทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการประกาศปรับตัวเลขจีพีพี นั่นก็คือ…
ถ้อยแถลงของ กนง. ครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงเพียง ทิศทางเงินเฟ้อ ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย หรือ เสถียรภาพการเงิน เท่านั้น แต่ยังระบุถึง…
ความจำเป็นในการติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในระยะต่อไป ว่า…จะมีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาสนับสนุนต่อจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือไม่? อย่างไร?
ซึ่ง สังคมไทยไม่ได้เห็นภาพในลักษณะนี้ บ่อยครั้งนัก เสมือนเป็นการ ส่ง “สัญญาณ” อะไรบางอย่าง? ในลักษณะ “นโยบายการเงิน” เดินคู่ไปกับ “นโยบายการคลัง” โดยที่ ธปท.ยังคงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของตัวเองเช่นเดิม!!!
จุดบรรจบ “นโยบายการเงิน/การคลัง” :
ถ้อยแถลงของ กนง. ครั้งนี้ สะท้อนการให้น้ำหนักต่อนโยบายการคลังมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา และชี้ให้เห็นว่า…การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป อาจต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกันมากขึ้นระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง
ในด้านหนึ่ง ธปท. ยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยในระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลกำลังทยอยอัดฉีดเม็ดเงินผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนและโครงการกระตุ้นกำลังซื้อ
หากทั้ง 2 นโยบายเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น!!??
แล้วมาตรการใหม่จะมาเมื่อใด? :
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า…มาตรการช่วยผู้สูงอายุรายได้น้อย โครงการไทยช่วยไทย พลัส และท่าทีล่าสุดของ กนง. ต่างสะท้อนภาพของการประคองเศรษฐกิจไทยผ่านการประสานบทบาทของนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ยังมีประเด็นพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งสังคมกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปอย่างไร?
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า…รัฐบาลจะออกมาตรการใหม่หรือไม่? แต่คือ มาตรการถัดไปจะมีขนาด รูปแบบ และจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพียงใด?
ทั้งนี้ เพื่อรักษาแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศให้ต่อเนื่อง และสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มปรับประมาณการในทิศทางที่ดีขึ้น!
หาก มาตรการใหม่สามารถเชื่อมต่อจากไทยช่วยไทย พลัสได้อย่างเหมาะสม พร้อมเดินควบคู่กับนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลายในระดับปัจจุบัน แล้ว
ไม่เกิดช่องว่าง? เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบมีแรงส่ง! :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มั่นใจว่า…ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านจาก “การประคองตัว” ไปสู่ “การฟื้นตัวอย่างมีแรงส่ง”
แต่หากเกิด “ช่องว่าง” ของนโยบาย แทรกกลางครัน! แรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็อาจ “ชะลอ” ลงเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ก็เป็นไปได้!
ดังนั้นจำเป็นที่ รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” อาจต้องเร่งรัดการผลักดัน โครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะ เฟส 2 ของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ทันกับ “รอยต่อ” ของเศรษฐกิจไทย ในช่วงเวลาหลังจากนี้
และดูเหมือน สิ่งนี้ (ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2)…ก็น่าจะอยู่ ในใจของ “รัฐบาลอนุทิน” กันแล้ว รอเพียงวันและเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น!!!.






