ดึง ‘ทุกแอปฯเงา’ เข้า กม.ไทย

(สกัด ‘เศรษฐกิจคู่ขนาน-นอมินี’ จาก ‘มณฑลห้วยขวาง’ ก่อนลามทั่ว กทม. และหัวเมืองใหญ่)
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกหลายหน่วยงานเปิดเกมรุกสกัด “เศรษฐกิจคู่ขนาน-นอมินี” หลังปมแอปฯ จีนและดราม่าร้านค้าใน “มณฑลห้วยขวาง” พบกลุ่มเสี่ยง 53 ราย ขยายผลอีก 112 ร้าน ก่อนปูพรมทั่ว กทม. และหัวเมืองใหญ่ ย้ำทุกธุรกิจและทุกแพลตฟอร์มต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและกติกาเดียวกัน
“แอปฯ จีนปริศนา” โจทย์ใหญ่ของรัฐไทย :
เดิมที กรณีการพบ “แอปพลิเคชัน – ส่งอาหารภาษาจีน” ในพื้นที่ห้วยขวาง-สุทธิสาร-รัชดา รวมถึงกระแส “ดราม่า” ร้านอาหารบางแห่ง ที่ถูกกล่าวหาว่า…ไม่รับชำระด้วยเงินบาท
ปมนี้ อาจถูกมองว่าเป็นเพียง…ประเด็นเฉพาะพื้นที่ หรือข้อขัดแย้ง! ระหว่าง…ผู้ประกอบการกับไรเดอร์ไทย
แต่เมื่อ “หน่วยงานรัฐ” บูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง! กลับพบว่า…เรื่องดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น???
เพราะสิ่งที่ “รัฐไทย” กำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายาม “สกัด” การก่อตัวของ “เศรษฐกิจคู่ขนาน” ที่อาจแยกตัวออกจากระบบเศรษฐกิจไทย
“มณฑลห้วยขวาง” ชุมชนเศรษฐกิจปิด :
คำว่า “มณฑลห้วยขวาง” แม้จะถูกใช้ใน “เชิงล้อเลียน” บนโลกออนไลน์ แต่ก็สะท้อน…ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง! ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไทย!!!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ห้วยขวาง-รัชดา-สุทธิสาร ได้กลายเป็น “ศูนย์รวม” ของชุมชนชาวจีนยุคใหม่ มีทั้ง…ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รองรับลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แต่สิ่งที่ “ภาครัฐ” รู้สึกเป็นกังวล นั่นคือ… หากธุรกิจเหล่านี้พัฒนาจนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนกันเอง ใช้ช่องทางการเงินนอกระบบไทย หรือมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่อำพรางผ่านนอมินี ก็อาจนำไปสู่การเกิด “เศรษฐกิจอีกระบบหนึ่ง” ที่รัฐไทยไม่สามารถกำกับดูแลได้อย่างเต็มที่
เปิดเกมรุก “ปราบนอมินี” จุดเริ่มต้นที่ห้วยขวาง :
การ “ขยับตัว!” ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง…การตรวจร้านอาหารหรือแอปพลิเคชันส่งอาหาร! เท่านั้น
การตรวจสอบเชิงลึกพบ กลุ่มนิติบุคคล “เสี่ยงนอมินี” จำนวน 53 ราย พร้อม ขยายผลไปยังร้านอาหารอีก 112 แห่ง และ เตรียมปูพรมตรวจสอบครบทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร รวมทั้ง ขยายผลไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะ ในพื้นที่เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การประสานงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสรรพากร สะท้อนให้เห็นว่า…รัฐกำลังมองปัญหานี้ในฐานะ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” มากกว่าปัญหาเฉพาะกิจ
เพราะนอกจากเรื่อง “นอมินี” แล้ว ยังรวมถึง…เส้นทางการเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี การใช้แรงงานผิดกฎหมาย และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อาจไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย
เป้าหมายไม่ใช่ปิดกั้นทุนต่างชาติ :
หัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการลงทุนจากต่างประเทศ!!??
ในโลกยุคปัจจุบัน การลงทุนจากจีนถือเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนจากจีนอย่างมหาศาล
แต่บทเรียนจากหลายประเทศ ชี้ให้เห็นว่า…หากรัฐปล่อยให้เกิดระบบธุรกิจที่อยู่นอกกติกา ใช้คนในประเทศเป็นนอมินี มีระบบการเงินของตนเอง และไม่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลักของประเทศเจ้าบ้าน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในระยะยาว
ดังนั้น สิ่งที่ “รัฐไทย” กำลังดำเนินการ จึงเป็นการดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดกลับเข้าสู่กติกาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น…ทุนไทย ทุนจีน หรือทุนจากประเทศใด ก็ตาม
ดึง “ทุกแอปฯ เงา” เข้าสู่กฎหมายไทย :
กรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารภาษาจีน กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหม่ที่รัฐต้องรับมือ???
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์สามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่หากไม่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่มีระบบเสียภาษีที่ชัดเจน หรือมีการใช้แรงงานและยานพาหนะผิดกฎหมาย ย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้กติกา
ดังนั้น หลักการสำคัญจึงไม่ใช่การห้ามแพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาแข่งขัน แต่เป็นการทำให้ทุกแพลตฟอร์มต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ใช้ระบบการเงินที่ตรวจสอบได้ และแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม!!!
บททดสอบ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” :
ปรากฏการณ์ “มณฑลห้วยขวาง” อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความท้าทายที่ใหญ่กว่านั้น???
เมื่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมขยายการตรวจสอบไปยังอีก 49 เขตทั่วกรุงเทพฯ รวมถึง หัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ย่อมสะท้อนว่า…รัฐประเมินแล้วว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การ “ปิดกั้น” การลงทุนจากต่างชาติ แต่คือ…การรักษา “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” และป้องกันไม่ให้เกิดเศรษฐกิจอีกระบบหนึ่งที่แยกตัวออกจากกฎหมายไทย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว! ประเทศไทยสามารถเปิดรับการลงทุนจากทุกประเทศได้ แต่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ…
ทุกธุรกิจ ทุกแพลตฟอร์ม และทุกธุรกรรม ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและกติกาเดียวกัน!
และนั่น…อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของปฏิบัติการ “ดึงทุกแอปฯ เงา เข้า กม.ไทย” ซึ่งเริ่มต้นจาก “มณฑลห้วยขวาง” แต่มี “เดิมพัน” ใหญ่กว่าพื้นที่แห่งนี้อย่างมาก นั่นก็คือ…
อนาคตของอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์!!!.






