วางหมากใหม่?

(คาซาน 2026 : จาก ‘จุดตัด’ ภูมิรัฐศาสตร์โลก สู่ ‘จุดเปลี่ยน’ ยุทธศาสตร์ไทยในระเบียบโลกใหม่)
การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน อาจไม่ใช่เพียงเวทีเศรษฐกิจหรือการทูตตามปกติ หากแต่กำลังสะท้อนการปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกขั้วเดียวสู่โลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
เมื่อปลายสัปดาห์นก่อน “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ตั้งคำถามว่า “เมื่อรัสเซียหันสู่เอเชีย! ฤาไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดของภูมิรัฐศาสตร์โลก” (คาซาน 2026 (เมื่อรัสเซียหันสู่เอเชีย! ฤาไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดตัด’ ของภูมิรัฐศาสตร์โลก) https://yutthasartonline.com/strategies/167861)
วันนี้…คำถามดังกล่าวอาจกำลังพัฒนาไปอีกขั้น? เมื่อการประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 16–19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สะท้อนให้เห็นว่า…
ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของโลก หากแต่อาจกำลังเริ่ม “วางหมากใหม่” บนกระดานระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลายศูนย์อำนาจ
เมื่อไทยเริ่มขยับหมาก :
การเดินทางเยือนเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อเข้าร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซีย สมัยพิเศษ ในครั้งนี้ อาจถูกมองใน “มิติ” ของการค้า การลงทุน หรือการทูตเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลประกาศไว้
แต่หากพิจารณาใน “มุมยุทธศาสตร์” สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีนัยมากกว่านั้น? นั่นเพราะ…การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง “บริบทโลก” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น…
สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ตลอดจน ความพยายามของหลายประเทศในการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจและความมั่นคงรูปแบบใหม่
ในบริบทเช่นนี้ การเดินทางของ “ผู้นำไทย” ไปยังเมืองคาซาน จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศตามวาระปกติ แต่เป็นการแสดงบทบาทของไทยต่อภูมิทัศน์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง???
การทูตไม่เลือกข้าง? ยุทธศาสตร์หรือความจำเป็น :
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุด! จากเวทีคาซาน กลับไม่ใช่แถลงการณ์ของรัฐบาล หากแต่เป็นข้อสังเกตจากภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในรัสเซีย?
“การทูตแบบไม่เลือกข้าง ทำให้ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้”
แม้จะเป็นเพียงคำกล่าวสั้น ๆ แต่ทว่า มันกลับสะท้อน “แก่นสำคัญ” ของยุทธศาสตร์ไทยในปัจจุบัน!!??
ในโลกที่การแข่งขัน ระหว่าง…มหาอำนาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง! หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ประเทศขนาดกลางจำนวนไม่น้อยกลับเลือกใช้แนวทางที่นักวิชาการเรียกว่า Strategic Hedging หรือ การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือ…
รักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย พร้อมเปิดพื้นที่ความร่วมมือในทุกมิติเท่าที่ผลประโยชน์ของชาติเอื้ออำนวย
ท่าทีของไทยในเวทีคาซานครั้งนี้ จึงสะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่นกัน!!!
EEC…จากพื้นที่เศรษฐกิจ สู่เครื่องมือทางยุทธศาสตร์ :
อีกสัญญาณหนึ่งที่สะท้อน “การปรับหมาก” เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทย นั่นก็คือการที่ นายกฯอนุทิน ตัดสินใจเข้ามากำกับดูแลโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า…
ในฐานะ “ผู้นำรัฐบาล” ที่ต้องเดินทางพบปะ “ผู้นำประเทศ” และ “นักลงทุนต่างชาติ” อยู่เป็นประจำ ย่อมสามารถทำหน้าที่เป็น “เซลส์แมน” เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยตรง
หากมองเพียงผิวเผิน เรื่องนี้…อาจเป็นเพียงการ “ปรับโครงสร้าง” การบริหารงานภายในรัฐบาล แต่ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว สิ่งนี้ กลับสะท้อนแนวคิดที่สำคัญกว่า นั่นคือ…
การเชื่อมโยง “การทูตเศรษฐกิจ” เข้ากับ “ยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน” อย่างเป็นรูปธรรม!!!
ในโลกที่การแข่งขันด้านเงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมีความเข้มข้นมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะในเวทีการค้าอีกต่อไป แต่แข่งขันกันในระดับ “ผู้นำประเทศ” อีกด้วย
ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีหยิบยก EEC ขึ้นเป็นวาระสำคัญระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศ จึงสะท้อนความพยายามที่จะ “ผลักดัน” ให้ประเทศไทยเป็น…ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค
และ ใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจโดยตรง!!!
คาซาน…ประตูสู่ยูเรเซีย :
แม้ชื่อของ รัสเซียจะเป็นจุดสนใจหลักของการประชุม แต่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทย อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่มอสโก???
สิ่งที่หลายฝ่ายจับตามอง นั่นก็คือ…โอกาสในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย หรือ EAEU ซึ่งประกอบด้วย…รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน โดยมี ประชากรรวมกันเกือบ 200 ล้านคน
ดังนั้น การผลักดันแนวคิดเขตการค้าเสรีไทย–EAEU จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง!
เพราะหากแนวคิดนี้ เกิดขึ้นจริง จะช่วย “เปิดตลาดใหม่” ขนาดใหญ่ให้กับสินค้าเกษตร อาหาร ยางพารา อุตสาหกรรมแปรรูป และสินค้าไทยอีกหลายประเภท
ในอีกด้านหนึ่ง ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมเพียงไม่กี่ภูมิภาค ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
หากมองในมุมนี้ รัสเซียอาจไม่ใช่ “จุดหมายปลายทาง” ของไทย แต่เป็น “ประตู” ที่เชื่อมไทยเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจยูเรเซียที่กว้างใหญ่กว่าเดิม!!??
ความมั่นคงยุคใหม่ ไม่ได้เริ่มจากอาวุธ :
แม้จะไม่มีรายงานเกี่ยวกับ การหารือด้านยุทโธปกรณ์ หรือความร่วมมือทางทหารที่เป็นรูปธรรมในการประชุมครั้งนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า…เรื่องความมั่นคงจะหายไปจากวาระสำคัญ
ในศตวรรษที่ 21 ความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรถถัง เครื่องบินรบ หรือขีปนาวุธอีกต่อไป
วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร การขาดแคลนปุ๋ย ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ล้วนกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงแห่งชาติ
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากรัฐบาลไทยหยิบยกประเด็น…พลังงาน ปุ๋ย และความมั่นคงทางอาหารขึ้นมาหารืออย่างจริงจังในเวทีคาซาน
เพราะประเด็นเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
จากโลกขั้วเดียว สู่ระเบียบโลกใหม่ :
อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม คือ…การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก!
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเคยดำรงอยู่ภายใต้ โครงสร้างอำนาจที่มี “ศูนย์กลางหลัก” เพียงไม่กี่แห่ง?
แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กำลังสะท้อนการเกิดขึ้นของ “ศูนย์อำนาจใหม่” ทั้งใน…เอเชีย ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
รัสเซียกำลังหันสู่เอเชียมากขึ้น
จีนขยายบทบาททางเศรษฐกิจ
อินเดียเพิ่มอิทธิพลบนเวทีโลก
ขณะที่ อาเซียนยังคงเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่ “มหาอำนาจ” ต่างต้องการเข้ามามีบทบาท มากขึ้นเช่นกัน
ภายใต้บริบทเช่นนี้ ประเทศ “ขนาดกลาง” อย่างไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้อง “ผูกอนาคต” ไว้กับ “ศูนย์อำนาจใด?” เพียงฝ่ายเดียว!!!
ไทยกำลังวางหมากใหม่หรือไม่? :
หากย้อนกลับไปยังคำถามที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เคยตั้งไว้ว่า…“ไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดของภูมิรัฐศาสตร์โลกหรือไม่?” วันนี้คำถามอาจเปลี่ยนไปแล้ว???
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ไม่ได้สะท้อนเพียงตำแหน่งที่ไทยยืนอยู่? หากแต่สะท้อนถึงทิศทางที่ไทยกำลังเลือกเดิน!!??
การทูตไม่เลือกข้าง
การแสวงหาตลาดใหม่ในยูเรเซีย
การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร
ตลอดจน ความพยายาม “รักษาสมดุล” ท่ามกลางการแข่งขันของ “มหาอำนาจ “
ทั้งหมด! ล้วนเป็นสัญญาณของการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามอง???
อาจเร็วเกินไป ที่จะสรุปว่า…ไทยกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ หรือกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่บนเวทีโลก
แต่ในเวที คาซาน 2026 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า…ไทยไม่ได้ยืนอยู่บนจุดตัดของภูมิรัฐศาสตร์โลกเพียงลำพังอีกต่อไป
หากแต่อาจกำลัง เริ่ม “วางหมากใหม่” บนกระดานระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สิ่งนี้…จะใช่หรือไม่? วันเวลาจะเป็นเครื่องความจริงในข้อนี้เอง!!??.






