‘ไทยคอร์รัปชัน’ – III

(Series Thailand Corruption Costs Episode 3/3 : ประเทศไทย…บนทางเลือกใหม่? ระหว่าง…รัฐรวมศูนย์ กับรัฐโปร่งใสในโลกยุคใหม่)

จากผลสำรวจของภาคเอกชน สู่แรงปะทะทางการเมือง จากวลีร้อนของรัฐมนตรี ถึงแรงกดดันเรื่อง OECD และ FTA กับ EU…ทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า “ปัญหาคอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงเรื่องสินบนหรือจริยธรรมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “บททดสอบสำคัญของรัฐไทย” ในโลกยุคใหม่ ที่การแข่งขันไม่ได้วัดแค่ GDP แต่รวมถึงมาตรฐานธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของประเทศ
หลังแรงกระเพื่อมจากผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จนนำไปสู่การตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.)” ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานฯ
รวมถึง ความพยายามสร้างพื้นที่พูดคุย ระหว่าง…ภาครัฐกับภาคธุรกิจ
แรกๆ ก็ดูเหมือนว่า…เรื่องนี้จะเริ่มคลี่คลายลงได้ดีในระดับหนึ่ง แต่จู่ๆ ดันเกิดปรากฏการณ์ที่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง! เกิดขึ้นตามมาจนได้ และเรื่องนี้…อาจส่งผลเชิงลบ กระทั่งขยายตัวบานปลายจนอาจคาดไม่ถึงได้!!??
โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงอารมณ์ตอบโต้…นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ด้วยวลีร้อนแรงอย่าง…
“มึงรู้จักกูน้อยไป!!!”
ภายหลังถูกซักถามอย่างหนัก! เกี่ยวกับหน่วยงานในสังกัดที่ถูกกล่าวถึงในผลสำรวจของ กกร. แม้อาจเป็นเพียงเหตุการณ์ “เฉพาะหน้า” ในเชิงอารมณ์ แต่ในทางสัญลักษณ์ เหตุการณ์ดังกล่าว มันกลับสะท้อน “รอยต่อทางวัฒนธรรมอำนาจ” ของรัฐไทย ได้อย่างชัดเจน
ระหว่าง…ระบบอุปถัมภ์และลำดับชั้นแบบเดิม กับ ความคาดหวังใหม่ของสังคม ที่ต้องการรัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับคำถามจากสาธารณะมากขึ้น
และนั่นอาจเป็น “แก่นแท้” ของปัญหาที่ใหญ่กว่าคำว่า “คอร์รัปชัน”
เมื่อปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ใช่แค่เรื่องสินบน!!??
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ผ่าน…การปราบปราม การตั้งองค์กรอิสระ และการออกกฎหมายใหม่ แต่ “ต้นทุนคอร์รัปชัน” กลับยังคงฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและระบบราชการไทยอย่างต่อเนื่อง
เพราะปัญหาสำคัญ อาจไม่ใช่เพียง “ใครโกง?” แต่คือ “โครงสร้างแบบใด? ที่ทำให้การใช้อำนาจพิเศษ ดุลพินิจ และเส้นสาย กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย!!??”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ นักวิชาการจำนวนมาก เริ่มใช้คำว่า…“คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง” หรือ “ต้นทุนแฝงของระบบรวมศูนย์” ในการอธิบายปัญหาของประเทศไทย!!!
เพราะเมื่อ เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจอนุมัติสูง ขั้นตอนราชการซับซ้อน กฎหมายจำนวนมากตีความได้กว้าง และประชาชนหรือภาคธุรกิจยังต้อง “ขอ” มากกว่า “เข้าถึงสิทธิ” พื้นที่ต่อรองผลประโยชน์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย???
และเมื่อใดที่ “การอนุมัติ” กลายเป็น “รายได้พิเศษ” คอร์รัปชันก็จะไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่จะค่อย ๆ พัฒนาเป็น “ระบบ” ที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างรัฐไทย!!!
โลกกำลังจับตาไทย มากกว่าที่คิด?
ประเด็น “คำสบถเชิงข่มขู่!” ดังกล่าว ยิ่งถูกขยายความมากขึ้น หลังจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ แกนนำจากพรรคประชาชน อย่าง…น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวิโรจน์ ลักขณะอดิศร ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างรุนแรง พร้อมเชื่อมโยงไปถึง…ความเสี่ยงในระดับระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ รัฐบาลไทยกำลังผลักดันการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD และเดินหน้าเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส หลักนิติรัฐ และการต่อต้านคอร์รัปชัน
ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองเพียงว่า…“ประเทศนั้นมีคอร์รัปชันหรือไม่?” แต่พวกเขาต่างกำลังเฝ้าจับตาดูว่า…
ประเทศนั้นเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบได้จริงหรือไม่?
เปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมแค่ไหน?
และ มีศักยภาพในการปฏิรูประบบของตนเองมากเพียงใด?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง Transparency, Rule of Law, Whistleblower Protection, Anti-SLAPP และ Digital Governance มากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นเพราะ…ประเทศที่แข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21 จะไม่ใช่ประเทศที่ “ปกปิดปัญหาเก่ง” แต่คือ…ประเทศที่กล้ายอมรับปัญหา และกล้าปฏิรูประบบของตนเอง
รัฐรวมศูนย์ กำลังถึงจุดเปลี่ยนหรือไม่?
ประเทศไทยใช้ “ระบบราชการรวมศูนย์” มายาวนานหลายทศวรรษ ระบบดังกล่าวเคยมี “ข้อดี” ในยุคหนึ่ง โดยเฉพาะ…การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และการควบคุมกลไกรัฐจากส่วนกลาง
แต่ในโลกยุคดิจิทัล ระบบที่เต็มไปด้วยขั้นตอน การอนุมัติหลายชั้น และดุลพินิจจำนวนมาก กำลังกลายเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ!!!
เมื่อ เศรษฐกิจโลกต้องการ “ความเร็ว” แต่ระบบราชการยังเดินด้วย “ความล่าช้า”
เมื่อ ภาคธุรกิจต้องการ “กติกาที่ชัดเจน” แต่หลายอย่างยังขึ้นอยู่กับ “ความสัมพันธ์”
และเมื่อ ประชาชนต้องการ “ความโปร่งใส” แต่ระบบยังพึ่ง “อำนาจส่วนบุคคล”
ต้นทุนคอร์รัปชัน จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “เงินใต้โต๊ะ!” อีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อทั้ง…ความเชื่อมั่น การลงทุน ขีดความสามารถในการแข่งขัน และอนาคตของเศรษฐกิจไทย!!??
Digital Transformation : ทางรอดใหม่ของรัฐไทย
สิ่งที่น่าสนใจ คือ…ภาครัฐเองก็เริ่มขยับตัวมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง Dashboard Monitoring, Open Data, e-Government และ การลดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน
ทั้งหมดสะท้อนว่า…แม้แต่รัฐไทยเอง ก็เริ่ม ตระหนัก กันบ้างแล้ว ในทำนอง “การลดดุลพินิจ” คือ หัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบ!!!
เพราะในหลายประเทศ การใช้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ราชการทันสมัย แต่คือ การลดพื้นที่ต่อรองผลประโยชน์ และทำให้ระบบตรวจสอบได้มากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า “Digital Transformation” กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำสำคัญที่สุดของการปฏิรูปรัฐไทยในเวลานี้
ประเทศไทย กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ!
การตั้ง “คตท.” อาจเป็นเพียงก้าวแรก แต่คำถามที่สำคัญมากกว่านั้น นั่นก็คือ…ประเทศไทยกำลังเริ่มเผชิญ “ทางเลือกครั้งใหญ่”
แล้วเราจะยังคงอยู่กับ สภาวะ “รัฐรวมศูนย์” ที่พึ่งพาดุลพินิจและระบบอุปถัมภ์ ต่อไป หรือเลือกที่จะ เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้เทคโนโลยีลดอำนาจต่อรอง และสร้างกติกาที่เท่าเทียมมากขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่แข่งขันได้ในอนาคต อาจไม่ใช่ประเทศที่ “มีทรัพยากรมากที่สุด” แต่คือ…ประเทศที่ประชาชน และ โลกภายนอก เชื่อมั่นว่า “กติกาของรัฐ จะไม่เปลี่ยนไปตามอำนาจหรือผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม”
และนี่…อาจเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของประเทศไทย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกยุคใหม่
จาก “ต้นทุนคอร์รัปชัน” สู่ “เดิมพันอนาคตรัฐไทย”
ท่ามกลาง “ข้อถกเถียง” ในหัวเรื่อง…ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และต้นทุนคอร์รัปชัน นั้น รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าอีกหนึ่ง “เดิมพันครั้งใหญ่” ของประเทศ? นั่นคือ…ร่างพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน”” ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบไปเมื่อวานนี้ (19 พฤษภาคม 2569)
คำถามสำคัญของ สังคมไทยและภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า…“เงินก้อนนี้จะช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพ และ/หรือ กระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่? แค่ไหน?”
แต่คือ…ประเทศไทยมี “ระบบรัฐ” ที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้มากพอหรือยัง? สำหรับการบริหารเม็ดเงินมหาศาลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศเช่นนี้!!??
นั่นเพราะ…ในโลกยุคใหม่ “คุณภาพของรัฐ” อาจสำคัญไม่แพ้ “ขนาดของงบประมาณ”
และนี่…จะเป็น อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของประเทศไทย ที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า กับ…ซีรีส์พิเศษชุดใหม่ กับ บทความวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ในชื่อ…“4 แสนล้าน : เดิมพันอนาคตรัฐไทย”
พบกันวันพรุ่งนี้!!!.






