ฝ่ายค้านตั้งคำถาม ‘อำนาจพิเศษ’ หรือสกัดแก้เศรษฐกิจ?

ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำลังกลายเป็น “ศึกใหญ่” ทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเริ่มตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นเร่งด่วน” ของรัฐบาล ขณะที่อีกด้าน รัฐบาลยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังต้องการมาตรการกระตุ้นเร่งด่วน ท่ามกลางแรงกดดันจากปากท้องประชาชนและภาระหนี้ประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่…รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พยายาม “เร่งอัดฉีด” เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ผ่านแนวคิดการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพิ่มเติมกว่า 4 แสนล้านบาท
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น! ยามนี้ อาจไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ แต่กำลัง…ลุกลาม! ไปสู่ “สงครามความชอบธรรมทางการเมือง” อย่างชัดเจน! ระหว่าง…
รัฐบาล และฝ่ายค้าน
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ แม้ฝ่ายค้าน…จะยืนอยู่ “คนละฝั่ง” กับรัฐบาล แต่ทั้ง พรรคประชาชน และ พรรคประธิปัตย์ ก็ไม่ได้มี “จุดยืน” เหมือนกันเสียทีเดียว
แม้ 2 พรรคฝ่ายค้าน จะตั้งคำถามถึงการใช้ “อำนาจพิเศษ” ของ “รัฐบาลอนุทิน” เหมือนกัน! แต่พวกเขากลับใช้เหตุผลและยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ???
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลือก “เดินเกม” ในมิติของ “ข้อกฎหมายและวินัยการคลัง” โดยหยิบ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการโต้แย้ง ว่า…การออก พ.ร.ก. จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น
ฝ่ายค้านสายนี้ มองว่า…สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ใช่วิกฤตระดับเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือสถานการณ์โควิด-19 ที่จำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษข้ามกระบวนการรัฐสภา
ขณะเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) กลับเลือกใช้แนวทางที่ “ระมัดระวังทางการเมือง” มากกว่า!!??
เพราะเธอ…ไม่ได้คัดค้านการกู้เงินทั้งหมด! หากแต่ตั้งคำถามเฉพาะในส่วนที่รัฐบาล ระบุว่า…จะนำไปเงินกู้ 2 แสนล้านบาทใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” และโครงการในลักษณะระยะยาว
ซึ่งเธอมองว่า…ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน! ถึงขั้นต้องออกพระราชกำหนด
จุดนี้สะท้อน ให้เห็นว่า…พรรคฝ่ายค้านเอง ก็กำลังพยายาม “รักษาสมดุล” ระหว่าง “บทบาทการตรวจสอบ” กับ “ภาพลักษณ์การไม่ขัดขวางเศรษฐกิจ”
นั่นเพราะ…หากค้านทุกเรื่อง! โดยไม่แยกแยะ อาจถูกสังคมไทยตั้งคำถามกลับว่า…พรรคฝ่ายค้านกำลังเล่นเกมการเมืองมากกว่าคิดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่???
อย่างไรก็ตาม คำที่กลายเป็น “หมัดทางการเมือง” สำคัญที่สุด! ในเวลานี้ นั่นคือ วลีที่คำว่า “เซ็นเช็คเปล่า” ที่ ฝ่ายค้านพยายามใช้โจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะ ในส่วนของโครงการที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน
ทำนอง…เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด? และใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง?
ฝ่ายค้านกำลังพยายามทำให้สังคมไทย คิดและตั้งคำถามไปยัง “รัฐบาลอนุทิน” ที่ว่า…การกู้เงินครั้งนี้ เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศจริง?
หรือเป็นเพียง…การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น! ในลักษณะ “หว่าน” งบประมาณเพื่อประคองคะแนนนิยมทางการเมือง?
ขณะที่อีกด้าน รัฐบาล เอง…ก็อ้างเหตุผลที่ยากจะปฏิเสธ เพราะ…เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังคงเผชิญปัญหากำลังซื้อชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง ภาคการผลิตฟื้นตัวไม่เต็มที่
รวมถึง แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง!!??
การปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอ โดยไม่ “อัดฉีด” มาตรการใดเพิ่มเติม ก็อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างได้เช่นกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “รัฐบาลอนุทิน” พยายามอธิบายว่า…การกู้เงินครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็น “ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” เพื่อหวังจะ “รักษา” เสถียรภาพ และ “ดูแล” ปากท้องประชาชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้!!!
ทว่า คำถามสำคัญ? ที่ฝ่ายค้านกำลังพยายาม “โยนกลับ” ไปยังฝั่งรัฐบาล นั่นก็คือ…หากเป็นเรื่องจำเป็นจริง! เหตุใดจึงไม่ใช้กระบวนการปกติผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อเปิดให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายละเอียดอย่างเต็มที่?
เพราะการใช้ พระราชกำหนด แม้จะรวดเร็ว แต่มันไป “ลดบทบาท” ของฝ่ายนิติบัญญัติ ลงโดยปริยาย
ในอีกมุมหนึ่ง เกมนี้…จึงอาจไม่ใช่เพียงการต่อสู้เรื่องตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นการต่อสู้เรื่อง “ขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร” ว่า…รัฐบาลสามารถใช้ “อำนาจพิเศษ” ได้มากแค่ไหน? เพียงใด?
ภายใต้ข้ออ้างเรื่องเศรษฐกิจและความจำเป็นเร่งด่วน!!!
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ อาจไม่ใช่แค่ว่า…ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่? แต่คือ…สังคมไทยจะเชื่อฝ่ายใดมากกว่ากัน?
ระหว่าง รัฐบาล ที่บอกว่า…ประเทศกำลังต้องการมาตรการเร่งด่วน
หรือ ฝ่ายค้าน ที่กำลังเตือนว่า…ประเทศอาจกำลังเดินเข้าสู่ยุคของการใช้อำนาจพิเศษทางการคลัง โดยไร้การตรวจสอบที่เข้มข้นเพียงพอ
ถึงบรรทัดนี้ กับ คำถามตัวโตๆ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า…“รัฐบาลควรกู้หรือไม่?”
แต่เป็น…“ประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะจำเป็นเร่งด่วนจริง! หรือกำลังใช้วิกฤตเศรษฐกิจ…เป็นเหตุผลในการ “ขยายอำนาจ” ฝ่ายบริหารมากกว่าที่ควรจะเป็น???”.






