ที่สุด! กลยุทธ์ไทย

(แลนด์บริดจ์: แนะรัฐ! ปรับจาก…เมกะโปรเจกต์ สู่ ‘ยุทธศาสตร์เอาตัวรอด’ ของชาติ!!??)

ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและเส้นทางการค้าถูกกดดัน รัฐไทย…กำลังกลับมาพิจารณา “แลนด์บริดจ์” อีกครั้ง! คำถามที่มีคุณค่าและตอบโจทย์wfhมากกว่า “มันคุ้มทุนหรือไม่?” นั่นคือ…“ประเทศไทยจะวางอนาคตของตัวเองอย่างไร” หากโครงการนี้ ไม่ใช่แค่ “ทางลัด…ขนส่ง” แต่เป็น “เครื่องมือ” กำหนดบทบาทประเทศในเวทีโลก???

ท่ามกลางห้วงเวลาที่โลก…กำลังเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะ…ปัญหา “ความตึงเครียด” ทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหา “คอขวด” ของเส้นทางการค้า และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ฯลฯ

หลายประเทศบนโลกใบนี้ ต่างล้วน “เร่งปรับ” ยุทธศาสตร์! เพื่อวางแผน “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประเทศไทยเอง ก็หนีไม่พ้นวังวนแห่งกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนี้ได้!!??

การที่ “รัฐบาลอนุทิน” หยิบโครงการ “แลนด์บริดจ์” กลับมาศึกษาอีกครั้ง! พร้อมตั้ง คณะกรรมการ ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ”

ตีกรอบเวลาศึกษา 90  

สิ่งนี้…จึงไม่ได้เป็นแค่เพียง การสานต่อนโยบายเดิม หากแต่มันได้สะท้อนความพยายามในการ “ทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของไทย” ในระบบเศรษฐกิจโลกใหม่

คำกล่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ว่า…ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองให้ได้”

วลีข้างต้น หาใช่เพียงแค่…วาทกรรมทางการเมือง แต่มันคือการยอมรับโดยนัยว่า…โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังคงพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น…พลังงาน เส้นทางการค้า หรืออำนาจกำหนดราคาที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของประเทศอื่น

อีกประโยคที่ นายกฯอนุทิน บอกว่า…“ประเทศไทยไม่มีน้ำมัน แต่มีอาหาร” คำพูดนี้…กลับจะกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการตีความใหม่ต่อ…โครงการแลนด์บริดจ์???

หากมองเพียงใน มิติของการขนส่งสินค้า โครงการนี้ อาจถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า??? เมื่อเทียบกับเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา

แต่หากมองใน มิติของยุทธศาสตร์ชาติ โครงการนี้ อาจเป็นเครื่องมือในการ “ยกระดับ” ประเทศไทย จาก “ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร” ไปสู่ “ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาหารของภูมิภาค”

ความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าเกษตร อาหารสด และสินค้าฮาลาลไปยังตลาดอินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา คือ…โอกาสที่ไทยสามารถต่อยอดได้ หากมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอย่างครบวงจร

โอกาสที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นแค่เพียง…ท่าเรือ หรือเส้นทางคมนาคม แต่รวมถึง…ระบบห่วงโซ่ความเย็น อุตสาหกรรมแปรรูป และคลังสินค้า ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม หากโครงการแลนด์บริดจ์ ได้ถูกพัฒนาให้เป็นเพียง “ทางผ่าน” ของสินค้า โครงการนี้ ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง???

คำเปรียบเปรยของ นายกฯอนุทิน ที่บอกว่า…ไทยต้อง “กินน้ำใต้ศอก” มันสะท้อน…สถานะของประเทศที่ยังคงเป็น “ผู้รับเงื่อนไข” มากกว่าการเป็น…“ผู้กำหนดเกม”

หากโครงการนี้ ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้เพียงพอ ไทยก็อาจยังคงอยู่ในบทบาทเดิม แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก็ตาม

ประเด็นสำคัญ จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่…การออกแบบระบบเศรษฐกิจรอบโครงการ ให้สามารถ “เก็บมูลค่า” ไว้ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น…การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรือ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

ในขณะเดียวกัน การนำเสนอ โครงการแลนด์บริดจ์ ในฐานะ “ทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา” ก็อาจไม่ใช่กรอบคิดที่เหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์???

เนื่องจาก “เส้นทางเดิม” ยังคงมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งกว่า…

ดังนั้น ความพยายามจะแข่งขันโดยตรง จึงอาจนำไปสู่ “ความเสี่ยง” ของชาติ โดยไม่จำเป็น!!??

ในทางกลับกัน หาก “วางตำแหน่ง” โครงการแลนด์บริดจ์ ให้เป็น “ทางเลือกสำรองของภูมิภาค” ในยามที่เกิดความไม่แน่นอน เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการหยุดชะงักของเส้นทางหลัก

โครงการนี้ ก็น่าจะมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นมาทันที! อีกทั้งยังสามารถ “ดึงดูด” ความสนใจจากประเทศคู่ค้าและนักลงทุนได้มากขึ้น!!!

การกำหนดกรอบคิดเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับ…การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) มากกว่า…การพึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้อยู่เพียงในมิติทางเศรษฐกิจ หรือภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น หากยังรวมถึงมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “เสียงคัดค้าน” จากประชาชนในพื้นที่

เสียงของคนในพื้นที่ ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงความไม่เข้าใจในรายละเอียดของโครงการ และ อีกส่วนหนึ่ง ก็สะท้อนถึงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น!!!

ดังนั้น จึงเป็นความจำแป็นที่ “รัฐบาลอนุทิน” จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาโครงการ นั่นก็คือ…การสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส และเปิดเผยรายละเอียด

รวมถึง สร้างความเชื่อมั่นว่าผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ อย่างที่มีการตั้งข้อสงสัยกัน!!!

ท้ายที่สุดแล้ว โครงการแลนด์บริดจ์…อาจไม่ใช่ “คำตอบสำเร็จรูป” ของประเทศไทย แต่ก็อาจเป็นเพียง “เครื่องมือสำคัญ” ที่จะนำไปสู่คำตอบที่เป็นทางรอดของประเทศ

คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นก็คือ…ประเทศไทยจะใช้เครื่องมือนี้ (โครงการแลนด์บริดจ์) อย่างไร? เพื่อเปลี่ยนสถานะของตัวเองในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากโครงการนี้…ถูกขับเคลื่อนภายใต้กรอบคิดของ “เมกะโปรเจกต์” เพียงอย่างเดียว ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้!!??

แต่หาก ถูกออกแบบใหม่ ให้มีฐานะเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เชื่อมโยงและครอบคลุมไปถึงประเด็นในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน

โครงการแลนด์บริดจ์ ก็อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ที่จะทำให้ประเทศไทย…สามารถยืนอยู่ “บนลำแข้ง” ของตัวเองได้อย่างแท้จริง!!!

ในโลกที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็น…เรื่องปกติ การมี “ทางเลือก” อาจมีคุณค่าและประโยชน์ได้มากกว่าการมี “ทางที่ดีที่สุด!” เพียงทางเดียว? ก็อาจเป็นไปได้!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password