จุดเปลี่ยน! ระบบขนส่งไทย

(แผนซื้อคืนสัมปทานกว่าแสนล้าน! กดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท: แผนปลดล็อกค่าครองชีพ! หรือโยกความเสี่ยงให้รัฐ?)
จับตา! นโยบายซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ามูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท ที่ “รัฐบาลอนุทิน” หวังมอบเป็น “ของขวัญปีใหม่ 2571” กับแผนเหมาจ่ายค่าโดยสาร 40–60 บาท/วัน แต่เบื้องหลังความหวังของคนไทย นั่นคือ…ปม “ความคุ้มค่า ความโปร่งใส” และความเสี่ยงทางการคลังที่อาจตกอยู่กับรัฐ เพราะนี่…อาจมิใช่แค่เรื่องค่ารถไฟฟ้า แต่เป็น “จุดเปลี่ยน!” โครงสร้างระบบขนส่งไทยทั้งระบบ
เป็นอีกนโยบายที่ สังคมไทยกำลังจับจ้อง สำหรับ “Single Ownership” ซึ่ง กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กำลัง “ผลักดัน” อย่างเต็มกำลัง! ด้วยความพยายามจะ “รวบอำนาจ” การบริหารรถไฟฟ้าทุกสาย…เข้าสู่การกำกับ ของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
กับ เป้าหมายสำคัญ…เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมค่าโดยสารและใช้ตั๋วร่วมได้ทั้งระบบ!!!
และทำให้ เกิดการคิดราคาค่าโดยสาร แบบ “เหมาจ่าย” 40–60 บาทต่อวัน
ในมุมมองของ รองนายกฯพิพัฒน์ เชื่อว่า…“หากประชาชนเดินทางเกิน 2 เที่ยวต่อวัน ก็ถือว่าคุ้มค่าและลดภาระได้จริงแล้ว”
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้หลักการสำคัญที่ว่า…นโยบายใดที่ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนย่อมควรสนับสนุน แต่ต้องตั้งอยู่บน “วินัยการเงินการคลัง”
และต้องมั่นใจว่า…โครงการสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่กลายเป็นภาระงบประมาณในระยะยาว
“ยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสัมปทานต้องยึดตามคำสั่งศาลและสัญญาเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและคู่สัญญาของรัฐ” นายกฯอนุทิน ย้ำหลักแน่น
สอดรับกับมุมมองของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ที่ประกาศในทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทำนอง…
รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ได้วางแนวทางหาแหล่งเงินผ่านพันธบัตรและการปรับรูปแบบสัญญา PPP เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มหนี้สาธารณะโดยตรง
“กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการหาแหล่งเงินทุนมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยมี 2 แนวทางหลัก ทั้ง การออกพันธบัตร (Bond) ผ่าน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund – TFFIF)” เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และนำมา “ซื้อคืน” สิทธิการบริหารการปรับสัญญา (PPP Gross Cost) หรือ ให้เอกชนนำสิทธิไปกู้เงินคืนหนี้เดิมก่อน แล้วรัฐเปลี่ยนสัญญาเป็นจ้างเดินรถแทน เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น” รองนายกฯเอกนิติ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพของ “ค่าโดยสารถูกลง” กลับมีข้อกังวลสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม?
ประเด็นแรก…ความเสี่ยงที่รัฐอาจ “โอนความเสี่ยงให้ประชาชน แต่ให้ผลประโยชน์เอกชน” เมื่อเปลี่ยนรูปแบบสัญญาจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost ซึ่งทำให้รัฐต้องรับรายได้และความเสี่ยงจำนวนผู้โดยสาร
ขณะที่ เอกชนรับค่าจ้างเดินรถอย่างมั่นคง หากตัวเลขผู้โดยสารไม่เป็นไปตามคาด ภาระขาดทุนจะตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินทันที!
ประเด็นที่สอง…คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ว่า เหตุใดต้อง “เร่งซื้อคืน” ในบางสาย? โดยเฉพาะสายสีเขียวที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2572 การใช้เงินหรือปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ก่อนหมดสัญญาเพียงไม่กี่ปี อาจถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า
นั่นเพราะ…รัฐอาจได้สิทธิ์กลับคืนโดยไม่ต้องจ่ายต้นทุนสูงเช่นนี้ หากสามารถบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และ ประเด็นที่สาม…ความเสี่ยงด้านโครงสร้างตลาด เมื่อรัฐรวมอำนาจเป็นผู้กำกับและผู้กำหนดราคาเพียงรายเดียว แม้จะไม่ใช่การแข่งขันกับเอกชนโดยตรง แต่ก็อาจนำไปสู่ “การผูกขาดโดยรัฐ” หากไม่มีระบบแข่งขันในการคัดเลือกผู้เดินรถหรือกลไกกำกับอิสระมาคานอำนาจ
การเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานหลายรายไปสู่เจ้าของรายเดียว จึงไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่มันคือ…เรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาล มากกว่า???
ในบริบทนี้ พรรคฝ่ายค้าน อย่าง…พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า…รัฐบาลไม่ควรเร่งตัดสินใจในดีลขนาดใหญ่โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ
ขณะที่ นักวิชาการ อย่าง…ดร.สุเมธ องกิตติกุล รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่เสนอว่า…ทางเลือกที่ดีกว่าการซื้อคืนสัมปทาน นั่นคือ…การจัดตั้ง “กองทุนชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร” เพื่อคุมราคาโดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงทางการคลังได้ดีกว่า
คำถามที่สำคัญกว่า…“ค่าโดยสารจะถูกลงหรือไม่?” นั่นก็คือ…“ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงในระยะยาว?” และ “โครงสร้างใหม่จะยั่งยืนหรือไม่? อย่างไร?”
หากรัฐบาลต้องการให้โครงการนี้ เป็น “จุดเปลี่ยน” เชิงบวกจริง! ก็จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอสรุป 5 ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรพิจารณา ประกอบด้วย…
1. การเปิดเผยโมเดลการเงินทั้งหมดต่อสาธารณะ
2. การแยกวิเคราะห์ความคุ้มค่าเป็นรายสายแทนการเหมารวม
3. การให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบสมมติฐานทางเศรษฐกิจ
4. การเริ่มจากการทำระบบตั๋วร่วมและลดค่าแรกเข้าก่อนการเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่
และ 5.การกำหนดเพดานภาระทางการคลังเพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
ถึงตอนนั้น นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท อาจจะเป็น “ของขวัญปีใหม่ 2570” ที่ประชาชนรอคอย แต่ของขวัญที่ดีที่สุด! อาจไม่ใช่สิ่งที่ราคาถูกที่สุด??? หากแต่เป็น…สิ่งที่ยั่งยืน โปร่งใส และไม่สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไป
เพราะใน โลกของนโยบายสาธารณะ ความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากขาดการออกแบบที่รอบคอบ และเปิดช่องให้ภาคประชาสังคมเข้าไปตรวจสอบได้!!??
ตรงนี้…เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น!!!.






