รัฐไทยลุยกวาด ‘สินค้าปลอม’ ระบุ! ครึ่งแรกปี’69 ยึดแล้วทะลุ 2.3 พันล้าน!

“เอกนิติ–ศุภจี” นำแถลงโชว์ผลงานปราบปราม 6 เดือนของรัฐไทย ลั่น! ยึดแล้วกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่า 2.3 พันล้านบาท ด้านกรมศุลกากร เสริมเกมรุก ใช้ “AI – ดาต้า” ขยายผลสกัดเครือข่ายลักลอบนำเข้า มั่นใจยกระดับมาตรฐานไทย ดัน “การค้า–ลงทุน” สู่เวทีโลก

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (27 เมษายน 2569) ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมศุลกากร และ ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ผู้แทนสถานทูตต่างประเทศในไทย และภาคเอกชน ร่วมแถลงผลงานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569)   

รองนายกฯเอกนิติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยคำสั่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งเดินหน้าปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างประเทศ จนสามารถดำเนินคดีได้รวม 330 คดี ตรวจยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้านบาท

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการปราบปรามอย่างจริงจัง

ตัวแทนรัฐบาล ย้ำชัดว่า จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย หรือทางผ่านของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเดินหน้าผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือในระดับสากล

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้ทันสมัย รองรับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เจ้าของสิทธิสามารถแจ้งข้อมูลสินค้าเข้าสู่ระบบ และช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและยึดสินค้าละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การการค้าโลก (WTO) และช่วย ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายของกรมศุลกากรให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการยกระดับมาตรฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เพื่อรองรับกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ

“รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม พร้อมตั้งเป้าให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการพลิกโฉมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศอย่างยั่งยืน” รองนายกฯเอกนิติ ย้ำและว่า…

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจและประชาชนร่วมกันไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีคุณภาพในระยะยาว

ด้าน รองนายกฯศุภจี กล่าวเสริมว่า..รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็น รากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ หน่วยงานหลัก ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ซึ่งมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ล่าสุด ได้มอบหมายให้ตนกำกับดูแลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อปิดช่องโหว่และตัดวงจรการละเมิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับ ผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) พบว่า สามารถจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้รวม 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,300 ล้านบาท

โดยการปราบปรามมุ่งเป้าไปที่แหล่งสำคัญ ทั้งย่านการค้า โกดังสินค้า รวมถึงด่านศุลกากรตามแนวชายแดน และช่องทางออนไลน์

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และมุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจของประเทศ” รองนายกฯศุภจี กล่าวและย้ำว่า…ความเสียหายจากสินค้าละเมิดไม่ได้กระทบเฉพาะมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของสิทธิอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก การสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้บริโภค และการพัฒนากฎหมายให้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ยังจะเร่งขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ต่อมา ทั้ง รองนายกฯเอกนิติ และรองนายกฯศุภจี ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยยืนยันว่า…ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินคดีได้กว่า 300 คดี หรือเฉลี่ยมากกว่าเดือนละ 40 คดี สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยมูลค่าความเสียหายจากสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมองว่า…ไม่ใช่เพียงตัวเลขความเสียหาย แต่เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“หัวใจสำคัญคือการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพราะสินค้าปลอมส่งผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยและความเป็นธรรมในการแข่งขัน รวมถึงบั่นทอนแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมรองนายกฯเอกนิติ กล่าว ก่อนระบุว่า… ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน  

ทั้งนี้ การปราบปรามสินค้าละเมิดถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานประเทศให้สอดคล้องกับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และวางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ในประเด็น ความสัมพันธ์ทางการค้า รองนายกฯศุภจี กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า การดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดจะส่งผลเชิงบวกต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางการค้า เช่น มาตรา 301

“เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ การที่ไทยแสดงความจริงจังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า” รองนายกฯศุภจี ระบุ

สำหรับแนวโน้มในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า รองนายกฯเอกนิติ มองว่า…สถานการณ์การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะมีแนวโน้มดีขึ้น จากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น และความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ เพื่อรับมือกับการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซและพัสดุข้ามประเทศที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของ การยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล รองนายกฯเอกนิติ ยืนยันว่า การปราบปรามเชิงรุกจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนการเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกOECD อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินควบคู่ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้จริง

“แม้มีกฎหมายที่ดี แต่หากไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องทำควบคู่กัน” รองนายกฯเอกนิติ ระบุ

ส่วน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเสริมว่า ปัญหาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังไม่สามารถหมดไปได้ง่าย เนื่องจากความต้องการในตลาดยังคงมีสูง

“ตราบใดที่ยังมีความต้องการ ก็จะมีความพยายามลักลอบนำเข้าสินค้า เช่นเดียวกับยาเสพติดที่ปราบเท่าไรก็ไม่หมด” นายพันธ์ทอง ย้ำ

อย่างไรก็ตาม การจับกุมที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน โดยเฉพาะการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กรมศุลกากรได้ปรับใช้แนวทาง “Data-Driven Risk Management” และเทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบและขยายผลจากคดีที่จับกุมได้ ไม่ใช่เพียงการตรวจค้นแบบสุ่มเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ช่วยนำสินค้าละเมิดออกจากระบบการขาย หลังจากตรวจพบและดำเนินการจับกุม.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password